
บีบแบงก์รัฐจ่ายจำนำข้าว
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามทำทุกวิธีเพื่อทยอยหาเงิน 1.3 แสนล้านบาท
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามทำทุกวิธีเพื่อทยอยหาเงิน 1.3 แสนล้านบาท มาจ่ายคืนหนี้ค้างจ่ายที่เป็นค่ารับจำนำข้าวให้แก่ชาวนาให้ได้ และในที่สุดรัฐบาลก็อาศัยเทคนิคพิเศษหาแหล่งเงินมาจ่ายให้กับชาวนาจนได้ โดยที่ผ่านมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ตามแผนจะเริ่มทยอยจ่ายเงินให้ชาวนาตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.นี้
นายประสิทธิ์ วสุภัทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกสินเชื่อระยะสั้นเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวที่มีศักยภาพ ที่ชนะการประมูลข้าวสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET)
นอกจากนี้ เงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดไว้สำหรับผู้ที่จะขอกู้คือ จะต้องเป็นโรงสีที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.ค้าข้าว ปี 2489 เป็นลูกค้าสินเชื่อเดิมของธนาคารเท่านั้น ไม่มี
ทั้งนี้ ได้กำหนดวงเงินปล่อยกู้สูงสุดเอาไว้ที่ 200 ล้านบาทต่อราย หรือไม่เกิน 70% ของมูลค่าสินค้าจำนำ โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนเอาไว้สูงสุดที่ 9 เดือน และในกรณีที่ลูกค้ายังมีวงเงินสินเชื่อเดิมเหลืออยู่ธนาคารจะให้ใช้ของเดิมไปก่อน ไม่ได้ปล่อยกู้เพิ่ม ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้ากลุ่มโรงสีอยู่ประมาณ 300 ราย คาดว่าธุรกิจที่จะเข้าร่วมประมูลจะมีเพียงรายใหญ่ไม่กี่ราย เช่น บริษัท ซี.พี.
อินเตอร์เทรด บริษัท นครหลวงค้าข้าว และบริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์“เรื่องนี้เป็นการออกผลิตภัณฑ์มารองรับลูกค้า เมื่อมีความต้องการสินเชื่อตามปกติ ไม่เกี่ยวกับการเมืองและไม่ได้ปล่อยกู้ให้ชาวนาหรือผู้มีใบประทวน ในความเป็นจริงหากผู้ประกอบการมีเงินไปประมูลข้าวรัฐเขาก็จะนำไปส่งออกหรือบรรจุถุงขาย รัฐก็จะมีเงินหมุนเวียนไปให้ชาวนา” นายประสิทธิ์ กล่าว
นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย รองกรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธนาคารทยอยจ่ายเงินให้ชาวนาแล้ว โดยเมื่อต้นสัปดาห์ได้จัดสรรวงเงินจ่ายให้ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะจ่ายหมดในต้นสัปดาห์หน้า สำหรับงวดต่อไปต้องรอเงินจากรัฐบาล โดยขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขายข้าวในสต๊อก ซึ่งคงทยอยส่งเงินมาจ่ายให้ชาวนาต่อไป
ลบ 3.49 บาท/กก. สำหรับข้าวหอมมะลิ เสนอส่วนต่างประมาณ 60% ของกองก็เพิ่มเปิดประมูลสต๊อกข้าวจำนวน 4.6 แสนตัน
ฝังเงินกู้ 2 ล้านล้าน
โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีปัญหา เมื่อล่าสุด 3 อดีตขุนคลังเรียงหน้าตอกฝาโลง ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นโครงการที่ทำลายวินัยการเงินของประเทศและขัดรัฐธรรมนูญอีกด้วย
ทั้งนี้ อดีตขุนคลังแจงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานที่สมาชิกรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง ว่าร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับพยานที่มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติม ประกอบด้วย นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล (อดีต รมว.คลัง) ทุกคนต่างยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญและถือเป็นเงินแผ่นดิน การออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่สร้างความเชื่อมั่นหรือสร้างเครดิตให้กับประเทศได้เลย หากเดินหน้าจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศมาก และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ออก
นอกระบบทั้งหมด เป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศนายพิสิฐ อดีต รมช.คลัง ยืนยันขณะที่วงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทใหญ่กว่า พ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่จะควบคุมได้ พ.ร.บ.เงินกู้จึงน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ให้จัดสรรงบประมาณขณะที่นายทนง และนายธีระชัย ยืนยันว่า เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นเงินแผ่นดิน ที่ต้องปฏิบัติโดยศาลได้นัดแถลงปิดคดีภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้ แต่ยังไม่ระบุวันอ่านคำวินิจฉัยในปี 2558 เบิกจ่าย 2.36 แสนล้านบาท ปี 2559 เบิกจ่าย 3.42 แสนล้านบาท ฯลฯ โครงการที่เบิกจ่าย
กยศ.ถังแตกลดเป้าเด็กกู้ยืม
แม้แต่เด็กนักเรียนก็เดือดร้อนไปด้วย เมื่อกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เล็งลดจำนวนเด็กกู้ยืมกว่า 1 แสนคน เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ กยศ. อยู่ระหว่างการขออนุมัติใช้เงินงบกลางประจำปี 2257 จำนวน 2,118 ล้านบาท เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้นักเรียน นักศึกษายืมจ่ายค่าเล่าเรียน ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้ทันก่อนเปิดเทอมการศึกษาเดือน มี.ค.นี้ หลังจากที่ กยศ.ถูกหั่นงบประมาณปี 2557 จนมีเงินไม่เพียงพอให้เด็กๆ กู้ยืมได้ตามเป้า
นอกจากนี้ งบประมาณที่ไม่เพียงพอนั้นจะกระทบต่อผู้กู้ยืมรายเก่า ซึ่งจะขาดเงิน 710 ล้านบาท ขณะที่ กยศ.ยังต้องปรับลดเป้าหมายผู้ขอกู้ยืมรายใหม่ทุกระดับการศึกษาที่มีแผนจะกู้เงินเรียนในปีนี้ จากเดิม 2.3 แสนราย เหลือเพียง 1.125 แสนรายเท่านั้น หรือลดลงถึง 1.175 แสนราย
นายเปรมประชา ศุภสมุทร คณะกรรมการกองทุนเพื่อการศึกษา กล่าวว่า เนื่องจากถูกรัฐบาลตัดงบประมาณปี 2557 ไปจำนวน 6,700 ล้านบาท ดังนั้น กยศ.จึงจำเป็นต้องเสนอรัฐบาลเพื่อขอใช้งบกลางของรัฐบาลมาใช้ โดยรัฐบาลรักษาการจะต้องทำเรื่องเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการใช้เงินงบกลางนี้มีความผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่
ศก.ไทยจอดสนิท
ปิดท้ายกับความแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความเป็นห่วงว่าการเมืองที่ส่อลากยาว
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองอย่างหนักจนอาจจะเติบโต 01% แต่ไม่แย่จนถึงขั้นถดถอยและปัญหาการว่างงานเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ปัจจุบันอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับไม่ถึง 1% หรือประมาณ 2.8 แสนคน หากเพิ่มเป็น 3% ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจหรือแม้ตัวเลขชั่วโมงการทำงานนอกเวลาหรือโอที ถ้าลดลงจากเดิมที่เคยทำงาน 1012 ชั่วโมงต่อวัน เหลือ 8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าเป็นแบบนี้ครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าอัตราการว่างงานจะไม่เพิ่มขึ้นก็ตาม
ผลกระทบ 10% เกิดจากความกลัวของฝ่ายบริหารเอง โดยงบประจำเชื่อว่าจะเบิกจ่ายได้ตามเป้า แม้จะมีการปิดล้อมกระทรวงที่สำคัญ แต่ข้าราชการเริ่มปรับตัวได้ นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูลผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวว่า หากการชุมนุมการเมืองยืดเยื้อทั้งปี มีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) จะติดลบ แต่สภาพเศรษฐกิจตลาดทั้งนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดของรัฐบาล คือ การลาออก หากฝืนบริหารประเทศต่อไปก็จะพัง เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้อยู่แล้ว ส่วนการเลือกตั้งไม่มีทางครบ 95% ขณะนี้ธุรกิจไทยชะงักหมด นักลงทุนต่างประเทศหากมีทางเลือกอื่น ก็จะหนีไปลงทุนประเทศอื่นแทน
อย่างไรก็ตาม ในฟากของธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 4% จากปัจจัยบวกด้านการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ 56% จากที่ติดลบ 0.4% ในปีที่ผ่านมา โดยเป็นการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมา เป็น 3.2% ในปีนี้
1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ “ตัวเลขจีดีพีที่ 4% เป็นค่ากลาง แต่อาจสูงหรือต่ำกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับความยาวของการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่เท่าที่คุยกับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่ยังมั่นใจจะเข้ามาลงทุนในไทยอยู่” นายอูริค กล่าวน.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า ความล่าช้าในการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวกว่า 1.2 แสนล้านบาทให้ชาวนาในขณะนี้ หากยิ่งนานจะยิ่งเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคในประเทศของไทย เนื่องจากเม็ดเงินดังกล่าวมีมูลค่าเทียบได้ 1% ของจีดีพีประเทศ ซึ่งครอบครัวชาวนาจะสามารถนำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบได้ “ไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว การบริโภคในประเทศติดลบ 0.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ชาวนาไม่มีรายได้จากการจำนำข้าวมาใช้จ่าย แต่หากรัฐบาลหาเงินมาจ่ายได้ การบริโภคในประเทศจะกระเตื้องขึ้น” น.ส.กิริฎา กล่าวอย่างไรก็ตาม หากในอนาคตรัฐบาลยังมีแผนจะทำโครงการรับจำนำข้าวอยู่ ควรบริหารจัดการให้มีรายรับจากการระบายข้าวเข้ามาด้วย ไม่เช่นนั้นภาครัฐจะต้องเพิ่มการกู้ยืมขึ้นไปเรื่อยๆ กลายเป็นภาระการคลังประเทศ ซึ่งจากการประเมินของธนาคารโลก เชื่อว่ารัฐจะต้องแบกรับผลขาดทุนในโครงการนี้ไว้ราว 2 แสนล้านบาทต่อปีการผลิต“โครงการจำนำข้าวมีข้อดีคือช่วยให้ชาวนา 1 ใน 3 ของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น ราว 78 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ภาครัฐก็จะต้องคำนึงถึงผลเสียด้วย” น.ส.กิริฎา กล่าวเวิลด์แบงก์ยัน
ไทยโตแน่4% ธนาคารโลกคาดจีดีพีไทยโต 4% ยันต่างชาติมั่นใจลงทุน ชาวนาไม่ได้เงิน ฉุดบริโภคนายอูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 4% จากปัจจัยบวกด้านการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ 56% จากที่ติดลบ 0.4% ในปีที่ผ่านมา โดยเป็นการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมา เป็น 3.2% ในปีนี้ ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 5% เนื่องจากธุรกิจต่างชาติที่ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ







