
เครื่องมือพื้นฐานทำความเข้าใจออปชั่น
เมื่อพูดถึงออปชั่น หลายๆ ท่านอาจรู้สึกว่าซับซ้อนและอาจรู้สึกว่ามีมากมายหลายประเภทจนเลือกไม่ถูก ในสัปดาห์นี้ คอลัมน์นัดพบฯ ขอนำเสนอเครื่องมือที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าใจลักษณะของออปชั่นได้อย่างง่ายๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างกลยุทธ์การซื้อขายออปชั่นในหลากหลายรูปแบบได้ต่อไปกันนะครับ
เมื่อพูดถึงออปชั่น หลายๆ ท่านอาจรู้สึกว่าซับซ้อนและอาจรู้สึกว่ามีมากมายหลายประเภทจนเลือกไม่ถูก ในสัปดาห์นี้ คอลัมน์นัดพบฯ ขอนำเสนอเครื่องมือที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าใจลักษณะของออปชั่นได้อย่างง่ายๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างกลยุทธ์การซื้อขายออปชั่นในหลากหลายรูปแบบได้ต่อไปกันนะครับ
เพื่อความง่ายต่อการทำความเข้าใจและการตัดสินใจว่าควรจะเลือกออปชั่นประเภทใดในแต่ละสถานการณ์ จึงได้มีการสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า Payoff Diagram หรือ “แผนภาพผลตอบแทน” เพื่อแสดงผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจากการมีสถานะซื้อ หรือสถานะขายออปชั่นประเภทต่างๆ ณ ระดับราคาสินค้าอ้างอิงที่เปลี่ยนแปลงไป
Payoff Diagram ของออปชั่นจะใช้หลักที่ว่า หากออปชั่นครบกำหนดอายุ การมีสถานะซื้อหรือขายออปชั่นนั้นๆ จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างไร ณ ระดับราคาสินค้าอ้างอิงต่างๆ โดยจะมีภาพแสดงผลตอบแทน (บนแกนตั้ง) ณ ระดับราคาสินค้าอ้างอิงต่างๆ (บนแกนนอน) ซึ่งจะช่วยให้เราทราบว่าในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับราคาสินค้าอ้างอิง ผู้ที่ซื้อออปชั่นหรือขายออปชั่นประเภทไหนจะได้ประโยชน์หรือได้รับผลตอบแทนอย่างไร
ลองมาดูตัวอย่าง Payoff Diagram ของ SET50 Optionsประเภทคอลออปชั่นกันนะครับ สำหรับคอลออปชั่นที่มีราคาใช้สิทธิ 850 จุด ผู้ที่ถือหรือ Long คอลออปชั่นจะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อดัชนี SET50 ขึ้นไปสูงกว่าราคาใช้สิทธิ เช่น ดัชนีอยู่ที่ 875 จุดผู้ลงทุนจะได้กำไร 875850 = 25 จุด ยิ่งดัชนี SET50 สูงมากขึ้นเท่าไร (แกนนอนวิ่งไปทางซ้าย) ผลตอบแทนที่จะได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นไป แต่ในทางกลับกัน หากดัชนี SET50 ต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ถือคอลออปชั่นก็จะไม่ได้ประโยชน์จากการใช้สิทธิ ทำให้ Payoff Diagram ในส่วนที่ SET50 มีระดับต่ำกว่าราคาใช้สิทธิของออปชั่นผลตอบแทนของผู้ถือคอลออปชั่นมีค่าเป็นศูนย์หรือเป็นเส้นเดียวกับแกนนอน เช่น หากดัชนีอยู่ที่ 825 ผลตอบแทนของผู้ลงทุนก็จะเท่ากับ 0 (ภาพที่ 1.1)
ทั้งนี้ การ Long คอลออปชั่น ผู้ถือต้องจ่ายค่าพรีเมียมให้กับผู้ขายคอลออปชั่น ดังนั้น หากดูต้นทุนรวมทั้งหมดก็จะต้องขยับเส้นผลตอบแทนให้รวมต้นทุนดังกล่าวด้วย สมมติให้ค่าพรีเมียมของคอลออปชั่นนี้อยู่ที่ 5 จุด ดังนั้น เส้นผลตอบแทนจะเลื่อนลงมาด้านล่าง 5 จุด โดย ณ วันที่สัญญาครบกำหนดอายุ หากไม่มีการใช้สิทธิก็จะมีผลขาดทุนเท่ากับต้นทุนค่าพรีเมียม 5 จุด แต่ถ้าใช้สิทธิผลตอบแทนก็จะลดลงตามต้นทุนค่าพรีเมียม 5 จุดด้วย เช่น หากดัชนี SET50 อยู่ที่ 875 ผู้ถือคอลออปชั่นจะได้ผลตอบแทนเท่ากับ 8758505 = 20 จุด ตามภาพที่ 1.2 นั่นเอง
การใช้ Payoff Diagram ข้างต้น เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ในการซื้อขาย เพราะหากเขียน Payoff ได้คล่องแล้ว ผู้ลงทุนสามารถเอา Payoff ของ Options แต่ละแบบมาผสมกัน และสามารถออกแบบกลยุทธ์ตามรูปแบบที่ต้องการได้ซึ่งผู้ที่สนใจอาจลองฝึกวาด Payoff ของการ Long Put Options การ Short Call และ Put Options ดูก่อนก็ได้นะครับ แล้วบทความตอนถัดๆ ไป คอลัมน์นัดพบ TFEX จะนำ Payoff เหล่านี้มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ







