
ธปท.เปิด4ปัจจัยเสี่ยงกระทบจีดีพีไทยปี"57(จบ)
นอกจากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศและความไม่แน่นอนทางการเมืองแล้ว รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ยังจับตาอีก 2 ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจปี 2557 ประกอบด้วย
นอกจากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศและความไม่แน่นอนทางการเมืองแล้ว รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ยังจับตาอีก 2 ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจปี 2557 ประกอบด้วย
3.การติดตามสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนหรือหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้น้อย ทั้งกลุ่มเกษตรกรชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจำนำข้าว
โดยรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2556 ชี้ว่า ขณะที่ภาคครัวเรือนเริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้างจากอัตราการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนที่เริ่มชะลอลง จากการที่ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่การขยายตัวของสินเชื่อที่ให้กับภาคครัวเรือนในเกณฑ์สูงในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ทําให้ภาคครัวเรือนมีหนี้สินที่สูงขึ้น โดย ณ ไตรมาส 3 ปี 2556 สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ร้อยละ 80.1 โดยที่หนี้บางส่วนใช้เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยและสินทรัพย์ถาวร จึงอาจทําให้สภาพคล่องทางการเงินของครัวเรือนลดลงในระยะสั้น และส่งผลให้ความสามารถในการชําระหนี้อ่อนไหวต่อปัจจัยลบต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้น้อย
ปัจจุบันการผิดนัดชําระหนี้ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคอยู่ในระดับต่ำ หนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นจึงยังไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์ ซึ่งลูกหนี้บางส่วนอาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่กู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนโดยเฉพาะวินัยในการออมระยะยาว จึงจําเป็นที่จะต้องติดตามและประเมินความเสี่ยงอย่างทั่วถึงและทันการณ์ ดูแลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเป็นไปอย่างเหมาะสมระหว่างกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนถึงความสําคัญของการออม การใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่างๆ อย่างเหมาะสม และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชําระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
4.การติดตามภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้น้อยกว่าให้ผ่านสถานการณ์ปัจจุบันไปได้
ขณะที่รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2556 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลงมาโดยลําดับตั้งแต่ต้นปี 2556 แม้เริ่มที่จะได้รับแรงสนับสนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบ้างจากภาคการส่งออก แต่หากสถานการณ์การเมืองมีความรุนแรงและยืดเยื้อจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชน และอาจทําให้การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้าออกไป ขณะที่ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนต้นทุนทางการเงินระยะยาวที่อาจสูงขึ้นจากการทําคิวอีจนกระทบความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน จะเป็นความท้าทายที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องปรับตัว โดยเฉพาะภาคค้าส่งและค้าปลีก และภาคการผลิตเพื่อการส่งออกกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาดโลก
แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย แต่ รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท. สรุปตบท้ายว่า เท่าที่ติดตามเสถียรภาพการเงินไทยยังไม่ได้น่ากังวลไม่ได้เป็นสัญญาณที่อันตราย เพียงแต่ต้องติดตามใกล้ชิดไม่ว่าภาวะเงินทุนไหลออกและระดับหนี้เสียของครัวเรือนและภาคธุรกิจ







