
ผลประโยชน์ทีวี
ผลประโยชน์จากค่าสัมปทานของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในประเทศไทย ยังเป็นคำถามคาใจของสังคมอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้แต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็เพิ่งตั้งข้อสังเกตว่า ค่าสัมปทานที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จ่ายให้กับบริษัท อสมท นั้นน้อยเกินไป
ผลประโยชน์จากค่าสัมปทานของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในประเทศไทย ยังเป็นคำถามคาใจของสังคมอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้แต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็เพิ่งตั้งข้อสังเกตว่า ค่าสัมปทานที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จ่ายให้กับบริษัท อสมท นั้นน้อยเกินไป
สัญญาของช่อง 3 ถูกแก้ไขใหม่ในสมัย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากคิดในอัตรา 6.5% ของรายได้ เป็นอัตราการจ่ายแบบคงที่ รวม 3,207 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี หรือปีละ 106.9 ล้านบาท และให้ต่อสัญญาโดยอัตโนมัติอีก 10 ปี หากช่อง 3 ไม่ทำผิดสัญญา
พอถึงสมัย สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานบอร์ด อสมท ได้ลุกขึ้นมาตรวจสอบสัญญาระหว่างช่อง 3 และ อสมท และเห็นเช่นเดียวกันว่าผลตอบแทนที่ อสมท ได้นั้นต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับรายได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ไม่สามารถทำอะไร เนื่องจากสัญญาเดิมได้ล็อกเอาไว้แล้ว
แตกต่างจากคู่สัญญาอีกราย คือ บริษัท ทรูวิชั่นส์ ที่จ่ายค่าตอบแทนในอัตรา 6.5% ของรายได้ หรือปีละ 650 ล้านบาท
นอกจากนี้ หากพิจารณาสัญญาระหว่างช่อง 7 กับกองทัพบก ยิ่งมีคำถามว่าดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นการต่อสัญญาออกไปอีก 10 ปี ในช่วงที่ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็นผู้บัญชาการทหารบก และเป็นรอยต่อก่อนที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 จะประกาศใช้ ซึ่งบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ แจ้งว่า ได้จ่ายค่าสัมปทานให้กองทัพบกแค่ปีละประมาณ 230 ล้านบาท
ขณะที่สัญญาระหว่างกรมประชาสัมพันธ์ กับเวิลด์ สตาร์ ทีวี หรือสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ในระบบเอ็มเอ็มดีเอส เริ่มตั้งแต่ปี 2539 จำนวน 3 ช่อง จ่ายค่าธรรมเนียมใหกรมประชาสัมพันธ์ปีละ 5 ล้านบาท แต่ไม่สามารถออกอากาศได้ จนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
นี่คือผลโยชน์จากคลื่นความถี่ทีวีที่ถูกจมอยู่ในความลึกลับ







