
เรียนรู้พฤติกรรมการเงินจากการเมือง (ต่อ)
สัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏการณ์ “Unfriend” ใน Social Media จากการที่คนไทยเลือกที่จะคบคุยกับเพื่อนที่มีทัศนคติทางการเมืองตรงกัน และ Unfriend เพื่อนที่มีความเห็นทางการเมืองต่างกัน เป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนเริ่มเป็นห่วงกันมากขึ้น เพราะปรากฏการณ์ Unfriend ดังกล่าวจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทย เนื่องจากทำให้ผู้คนเริ่มขาดการสนทนากันโดยลามจาก Social Media มาสู่ชีวิตจริง ผลก็คือจะทำให้การเมืองมีลักษณะแบ่งขั้วมากขึ้น ประเทศชาติแตกแยกมากขึ้น
สัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏการณ์ “Unfriend” ใน Social Media จากการที่คนไทยเลือกที่จะคบคุยกับเพื่อนที่มีทัศนคติทางการเมืองตรงกัน และ Unfriend เพื่อนที่มีความเห็นทางการเมืองต่างกัน เป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนเริ่มเป็นห่วงกันมากขึ้น เพราะปรากฏการณ์ Unfriend ดังกล่าวจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทย เนื่องจากทำให้ผู้คนเริ่มขาดการสนทนากันโดยลามจาก Social Media มาสู่ชีวิตจริง ผลก็คือจะทำให้การเมืองมีลักษณะแบ่งขั้วมากขึ้น ประเทศชาติแตกแยกมากขึ้น
ความน่ากลัวของปรากฏการณ์นี้มากน้อยแค่ไหน ผมขอยกคำพูดของ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ที่เคยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าคิดว่า “สถานการณ์การเมืองแบบนี้ ถ้าบนหน้า Facebook ของคุณไม่มีโพสต์ที่เนื้อหาขัดหูขัดตาของคนที่มีความเห็นแตกต่างปรากฏอยู่เลย แสดงว่าคุณเริ่มพูดคุยและเลือกคบแต่เฉพาะกับกลุ่มคนที่คิดเห็นเหมือนกัน พอเป็นแบบนี้คุณก็จะยิ่งรับฟังข้อคิด ข้อมูล และจะเห็นด้วยไปกับเพื่อนๆ ที่คิดอะไรเหมือนๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และก็อาจไม่ฟัง (เพราะไม่มีโอกาสฟัง) และไม่เข้าใจคนที่คิดต่างมากขึ้นไปเรื่อยๆ ปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า Group Polarization ซึ่งอาจนำไปสู่การแบ่งขั้วที่รุนแรง และมันเกิดขึ้นได้เพราะขาดการสื่อสารข้ามกลุ่ม เพราะฉะนั้น ขอให้ถือเป็นเรื่องที่ดีถ้ามีความเห็นต่างปรากฏบนเฟซบุ๊กของเรา”
ปรากฏการณ์ Unfriend ที่เกิดขึ้นนี้ ก็เป็นผลจาก Confirmation Bias ที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลายคนก็มีคำถามว่า “แล้วหยั่งงี้จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?” การแก้ปัญหานี้ต้องแก้ที่ตัวพวกเราเองครับ โดยเราต้องเป็นคนเปิดกว้างทางความคิด พร้อมรับข้อมูล ข่าวสาร ความคิดที่หลากหลาย ไม่งั้นแทนที่เราเองจะใช้ประโยชน์จากข้อมูล กลายเป็นข้อมูลมาใช้ประโยชน์จากเราแทน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ เลย คือ เรื่อง “อาแกว” ผู้โชคร้ายถูกกระสุนปืนจากเหตุความรุนแรงที่หลักสี่ บ้างก็ว่าเป็นคนต่างชาติบ้าง กปปส.บ้าง นปช.บ้าง ชาวบ้านธรรมดาที่บังเอิญไปอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ฯลฯ แต่ไม่ว่าเป็นอะไร ความโชคร้ายของอาแกวกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สร้างความชอบธรรมให้แต่ละฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว และพวกเราเองที่เลือกรับและเลือกเชื่อข้อมูลที่ตรงกับใจเรา ก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่อาจจะผิดเหล่านี้ไปด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงแต่ Confirmation Bias เท่านั้นที่อาจทำให้เราตัดสินใจผิด ยังมีพฤติกรรมอีกหลายอย่างที่อาจทำให้เราตัดสินใจผิดได้ หากเราไม่มีสติและวิจารณญาณที่เพียงพอ
Representativeness Bias ไม่รู้พวกที่สนับสนุน กปปส. ในปัจจุบันจะเคยมีความรู้สึกนี้บ้างมั้ย อย่างเช่น ตอนช่วงแรกๆ ก็ยังเป็นไทยเฉยอยู่ เพราะอาจไม่แน่ใจว่าการสนับสนุนม็อบจะถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อมีอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ บุคลากรทางการแพทย์ ดารา ศิลปิน ฯลฯ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับระดับสูงในสังคมและแทบไม่เคยออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง แต่กลับประสานกันออกมาสนับสนุน กปปส.ในครั้งนี้ ก็เลยทำให้ไทยเฉยหลายคนเปลี่ยนเป็น “ไทยไม่เฉย” เข้าร่วมแสดงจุดยืนทางการเมืองกับ กปปส.ด้วยทันที เพราะเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของบุคคลเหล่านี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง พฤติกรรมแบบนี้ล่ะครับ เขาเรียกกันว่า “Representativeness Bias” แนวโน้มที่คนเราจะมีพฤติกรรมเปรียบเทียบสิ่งที่ตนเองกำลังประสบอยู่กับประสบการณ์ที่เคยพบ และมีแนวโน้มที่จะพยายามหาหลักฐานหรือตัวอย่างของเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นเงื่อนไขในการพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคต กรณีนี้ภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยและบุคลากรทางการแพทย์ คือภาพในอดีตที่ความเชื่อของเราคือผู้ที่มีความรู้สูง มีจรรยาบรรณสูง น่าเชื่อถือ ดังนั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้มาแสดงจุดยืนทางการเมืองแบบใด เราก็ใช้ความเชื่อในอดีตมาตัดสินปรากฏการณ์ในปัจจุบัน คือเราก็จะเชื่อว่าการตัดสินใจสนับสนุน กปปส. ของบุคคลเหล่านี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะผู้ตัดสินใจเปี่ยมด้วยความรู้และคุณธรรมดังได้กล่าวมาแล้ว
พฤติกรรมนี้เป็นหลักการโดยทั่วไปที่เราตัดสินความเป็นไปได้ของข้อสมมติฐานใดๆ โดยพิจารณาว่าข้อสมมติฐานนั้นเหมือนกับข้อมูลที่มีอยู่มากแค่ไหน และพฤติกรรมนี้แหละที่ทำให้เราอาจละเลยความถูกต้องของข้อมูล ของเหตุการณ์ และเกิดอคติทางความคิดได้
ในด้านการลงทุนก็มีพฤติกรรมอย่างนี้เช่นกัน มาพิสูจน์กันง่ายๆ ครับ พวกเราลองตอบคำถามเหล่านี้ดูว่าเราเชื่ออย่างนี้หรือเปล่า
บริษัทที่ดี หุ้นต้องดี
บลจ. ที่ดูน่าเชื่อถือ กองทุนที่บริหารต้องดี
คนที่เรียนการเงิน ต้องเล่นหุ้นเก่ง
ฯลฯ
ถ้าพวกเราเชื่ออย่างนี้ แสดงว่าเราถูกอคติแบบ Representativeness Bias ครอบงำเรียบร้อยแล้ว เพราะในชีวิตจริง
บริษัทที่ดีหลายบริษัท หุ้นในตลาดกลับไม่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น
บลจ. ที่ดูน่าเชื่อถือ กลับบริหารกองทุนได้แย่กว่า บลจ.ขนาดเล็ก
คนที่เรียนการเงินหลายคน หุ้นยังติดดอยอยู่เลย
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเชื่ออะไร ให้พิจารณาที่เนื้อหาเป็นสำคัญครับ
สุดท้ายขอฝากหนังสือ “กลยุทธ์ภาษี เรื่องง่ายๆ ใกล้คุณ” ซึ่งอธิบายหลักการ เหตุผลของกลยุทธ์และเทคนิคการวางแผนภาษีต่างๆ ที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ อ่านแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้วางแผนภาษีด้วยตนเองได้ สนใจหาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ หรือถ้าซื้อออนไลน์ก็ได้หลายที่ครับ เช่น www.chulabook.com, www.b2s.co.th, www.booksmile.co.th, www.naiin.com ครับ







