
อวสานโครงการคืนภาษีรถคันแรก
นับตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อสภา โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
นับตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อสภา โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ก็เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้นเป็นต้นมาในช่วงปลายปี 2554 พร้อมกับคำท้วงติงจากหลายภาคส่วน ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลัง
แต่กระนั้นนโยบายดังกล่าวก็ถูกเดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามนโยบายประชานิยมที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้ก่อนได้รับการเลือกตั้ง ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปจากการที่นโยบายดังกล่าวเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ซึ่งประเภทรถยนต์ที่ได้เงินคืนภาษีสูงสุด 1 แสนบาท จะอยู่ในกลุ่มรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (บีเซ็กเมนต์) ซึ่งมีเพียงไม่กี่รุ่นจากรุ่นทั้งหมดที่มีในตลาด โดยประเภทอื่นๆ และรุ่นอื่นๆ ได้รับเงินคืนภาษีลดหลั่นกันไปตามอัตราส่วนการเสียภาษีของรถแต่ละประเภท
ขณะที่รถยนต์อีกประเภทหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือ รถกระบะ ที่สิทธิการได้รับเงินคืนสูงสุดอยู่ในกลุ่มรถกระบะ 4 ประตู จึงทำให้ยอดจำหน่ายของรถกระบะชนิดนี้มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ
ด้วยแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงได้คืนภาษีคันละ 1 แสนบาท ทำให้เกิดกำลังซื้อเทียมเข้ามาบิดเบือนกลไกตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะผิดปกติ หลายคนแห่ใช้สิทธิสวมสิทธิ จนเกิดปรากฏการณ์ยอดค้างส่งมอบบวม โดยเฉพาะรุ่นที่ได้รับความนิยมมากสุดต้องรอรถยนต์นานกว่า 1 ปีขึ้นไป รวมถึงการปรับแผนกำลังการผลิตของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์กันจ้าละหวั่นเพื่อให้ทันส่งมอบในระยะเวลาที่กำหนดให้สิ้นสุดโครงการในเดือน ธ.ค. 2555
ถัดจากนั้นรัฐบาลได้ผ่อนปรนเงื่อนไข ให้มีการยืดระยะเวลาส่งมอบออกไปโดยไม่กำหนดระยะเวลา ยิ่งส่งผลให้ยอดจองถล่มทลายขึ้นอีก กระทั่งที่ว่ามีการใช้ “นอมินี” เพื่อให้ได้รับสิทธิในโครงการนี้ ส่งผลให้สรุปยอดขายในปี 2555 มีจำนวนอยู่ที่ 1.43 ล้านคัน สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ตลาดรวมอยู่แค่ 8 แสนคันเท่านั้น โดยครบกำหนดสิ้นปี 2555 มีผู้ขอรับสิทธิ 1.25 ล้านราย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้ต่อเนื่องไปถึงปี 2556 ที่กำลังซื้อผู้บริโภคยอดจองยังคง “อาฟเตอร์ช็อก” ตลาดในปี 2556 ตลาดหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรกจึงเกิดการจัดรายการส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) อย่างรุนแรง แต่จากยอดค้างส่งมอบที่ล้นมาถึง 7 แสนคัน ช่วยพยุงให้ตลาดในปี 2556 ดังกล่าว ภาพรวมตลาดรถยังปิดตัวเลขได้ที่ 1.3 ล้านคัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ หนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งขึ้นสูงผิดปกติ โดยส่วนหนึ่งมาจากโครงการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อที่ลดฉุดภาพรวมเศรษฐกิจชะลอจากลดการใช้จ่ายเป็นลูกโซ่
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะสิ้นสุดลงไปหลังจากผ่านพ้นผลกระทบไป 1 ปีให้หลัง แต่ปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมาอีกในปี 2557 กับการเตรียมยื่นพิจารณาตัดสิทธิผู้ที่จองรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรก แต่ยังไม่เข้ามาใช้สิทธิที่มีจำนวนกว่า 1.2 แสนราย ของกรมสรรพสามิต เพื่อต้องการให้โครงการปิดตัวลงหลังจากเปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2554 ซึ่งกรมจะได้ตั้งงบเพื่อจ่ายในโครงการให้แล้วเสร็จ
ซึ่งในส่วนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นมุมดีเพียงมุมเดียวที่เกิดขึ้นในโครงการดังกล่าวที่ช่วยให้สามารถลดรายจ่ายในโครงการดังกล่าวได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
หมายความว่าเบ็ดเสร็จแล้วประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้มีเพียงอย่างเดียวท่ามกลางผลกระทบที่รายล้อมทุกปัจจัย เพราะผู้ประกอบการสะท้อนความเห็นได้ชัดเจนในการขอยุติการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับรัฐบาล อีกทั้งฝากถึงผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ในอนาคตอีกด้วยว่า “ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด อย่าได้นำโครงการในลักษณะนี้มาใช้หาเสียงอีกต่อไป”
เมื่อเป็นเช่นนี้ โครงการรถคันแรกจึงถือได้ว่าโดนจำหน่ายออกไปจากสารบบแล้วก็คงไม่ผิด







