posttoday
มังกรชะลอ โลกสะเทือนถึงเวลาธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์

มังกรชะลอ โลกสะเทือนถึงเวลาธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์

13 กุมภาพันธ์ 2557

นอกจากทั่วโลกกำลังวิตกกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แล้ว ประเด็น “การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นอกจากทั่วโลกกำลังวิตกกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แล้ว ประเด็น “การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน” ก็กำลังกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความหนักใจให้กับนักลงทุน และภาคธุรกิจในหลายประเทศไม่น้อยในขณะนี้

เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ช้าลงในปัจจุบัน ทำให้หลายชาติรวมไปถึงบรรดาภาคธุรกิจที่เคยเข้าไปลงทุน และทำการค้ากับพญามังกรต้องหันมาปรับยุทธศาสตร์และท่าทีในการดำเนินธุรกิจใหม่ทั้งหมด

เนื่องจากการชะลอตัวของจีนหนนี้ดูท่าทางจะเป็นทิศทางที่เกิดขึ้นอีกยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลแดนมังกรหันมาเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูป เพื่อยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศครั้งใหญ่อย่างเอาจริงเอาจัง

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การขยายตัวของจีนที่เป็นไปอย่างร้อนแรงตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์มาจากผลพวงการกระตุ้นและการอัดฉีดอย่างหนัก ซึ่งนำไปสู่การลงทุนการก่อสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม การต่อขยายตัดถนน และสร้างทางด่วนเส้นใหม่ๆ ไปจนถึงตึกรามบ้านช่องที่ขยายตัวขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งผุดขึ้นอย่างเร็วราวกับดอกเห็ด

การขับเคลื่อนกงล้อเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาการลงทุนอย่างมหาศาลนี้เอง ทำให้ระบบเศรษฐกิจภายในเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มิหนำซ้ำยังส่งดอกผลแห่งความร้อนแรงนี้ไปยังต่างประเทศอีกด้วย

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ออสเตรเลียและเปรู ได้รับดอกผลดังกล่าวไปด้วยเต็มๆ เนื่องจากความต้องการสินค้าประเภทแร่เหล็กไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ในจีนพุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แผนการเติบโตด้วยวิธีการลุยกระตุ้นด้วยการลงทุนในแบบเดิมๆ ดังกล่าวก็ต้องถึงคราวเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เมื่อรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศลั่นว่าจะปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อทำให้ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ก้าวไปสู่สังคมแห่งการพึ่งพาการบริโภคจากตลาดภายใน ซึ่งยั่งยืนกว่าการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นธงนำเหมือนที่ผ่านมา

เพราะรัฐบาลจีนเริ่มตระหนักแล้วว่า การพึ่งพาการเติบโตผ่านการลงทุนและการอัดฉีด ไม่ได้ส่งผลดีต่อการขยายตัวในระยะยาว ซ้ำยังส่งผลข้างเคียงอีกด้วย โดยเฉพาะการนำไปสู่ปัญหาหนี้ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทั้ง “หนี้ภาคเอกชน” “หนี้รัฐบาลท้องถิ่น” ซึ่งกำลังส่งผลให้นักวิเคราะห์วิตกกันมากในขณะนี้

ฉะนั้น การหันกลับมาปรับโมเดลการเติบโตจากที่เคยพึ่งพาการลงทุน เพื่อมุ่งไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคจากภายใน จึงหมายถึงว่าต่อไปนี้ทั่วโลกจะไม่ได้เห็นการเติบโตที่ร้อนแรงของพญามังกรเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว

ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีเมื่อปีที่แล้ว ที่ขยายตัวได้เพียงแค่ระดับ 7.7% น้อยกว่า เมื่อปี 2007 ที่โตถึง 14.2%

ผลพวงจากการชะลอตัวและการหันมาปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตของจีนนี้เอง ส่งผลทำให้กลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองแดง ปูนซีเมนต์ แร่เหล็ก และอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักตามไปด้วย

เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากลุ่มประเทศเหล่านี้ เช่น “ออสเตรเลีย” และ “กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่” ทั้งในแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา มักจะพึ่งพาการขยายตัวด้วยการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ฉะนั้น การปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตของจีนหนนี้ จึงทำให้รายได้จากการส่งออกของกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย และทำให้รัฐบาลต้องเริ่มหันมาตัดลดรายจ่ายต่างๆ ลง

เฉกเช่นเดียวกับบริษัทต่างๆ ที่เคยได้ประโยชน์จากภาวะตลาดโภคภัณฑ์ที่เคยรุ่งโรจน์ก็ต้องหันมาลดการจ้างคนงานลง โดยยืนยันได้จากการที่บริษัท แคทเธอร์พิลลาร์ ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างรายใหญ่จากสหรัฐออกมาตัดลดคนงานมากกว่า 1.3 หมื่นตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าว และในอนาคตก็อาจจะตัดลดคนงานลงเพิ่มเติมอีก

ขณะที่กลุ่มบริษัทต่างชาติที่เข้าไปทำธุรกิจในจีน ก็คาดว่าจะเป็นกลุ่มต่อมาที่จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนโมเดลของจีนครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

เนื่องจากตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดแดนมังกรได้รับการจับตามาโดยตลอดว่า เป็นตลาดที่มีการขยายตัวทางธุรกิจอย่างร้อนแรง เต็มไปด้วยเม็ดเงินและผลกำไรอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการมีปัจจัยเกื้อหนุนจากจำนวนประชากรแดนมังกรที่สูงมากที่สุดในโลก

จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันจีนได้กลายมาเป็นตลาดและแหล่งทำรายได้หลักของหลายบริษัทไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โฟล์คสวาเกน เอจี ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี และค่ายรถยนต์อีกหลายค่ายไปจนถึงบริษัท ยัมแบรนด์ อิงค์ ผู้ให้บริการร้านอาหารชื่อดังอย่าง พิซซ่าฮัท เคเอฟซี

ฉะนั้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนกอปรกับการแข่งขันทางธุรกิจบนแผ่นดินมังกรที่เริ่มดุเดือดขึ้น และการที่รัฐบาลจีนเริ่มหันมาเข้มงวดกับการเข้าไปลงทุนในประเทศมากขึ้น ก็ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างหนัก จนในที่สุดก็เริ่มมีหลายธุรกิจที่ออกมาส่งสัญญาณขอยอมแพ้และเดินออกจากจีนแล้วด้วย

เห็นได้จากการที่บริษัท เรฟลอน ผู้ผลิตเครื่องสำอางชื่อดังได้ประกาศแล้วว่าจะถอนตัวออกจากการทำธุรกิจบนแผ่นดินมังกร เช่นเดียวกับบริษัท แอคทาวิสต์ ผู้ผลิตยาก็ประกาศขอบายจากจีนแล้วเหมือนกัน

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อรัฐบาลจีนเร่งเดินหน้าออกมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น และเข้มงวดกับข้าราชการที่ทำตัวฟุ้งเฟ้อ ก็ทำให้ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยแบรนด์เนมจากต่างประเทศลดลงอย่างหนัก โดยดูได้จากยอดขายนาฬิกาสวิตในจีนที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว

กลุ่มที่ 3 ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนไปเต็มๆ ก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 พญามังกรได้ผงาดขึ้นมาเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกแทนที่สหรัฐในปี 2009

ดังนั้น การชะลอตัวของจีน จึงน่าจะส่งผลต่อยอดขายรถของบริษัทต่างชาติและอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกตามไปด้วย ซึ่งจากผลสำรวจของบริษัทขายรถ อินดีเพนเดนท์ส เผยว่า ถึงแม้ยอดขายรถของบริษัทในจีนจะโตขึ้นระดับ 11.4% แต่ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก ซึ่งโตถึง 15.7% จึงทำให้ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดรถของบริษัทลดลงถึง 1.6% ลงไปที่ 40.3%

ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทจำหน่ายรถดังกล่าว จึงออกมาบ่นว่า หากระดับการขายรถในจีนยังต่ำกว่าที่ 10% ทางบริษัทอาจต้องทบทวนแผนการลงทุนด้วยการควบรวมกิจการ หรือไม่ก็เลวร้ายสุดคือต้องปิดกิจการหนีไปเลย

จากผลพวงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างยาวนาน ก็ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกรหลายแห่งจึงหันออกไปลงทุนกว้านซื้อกิจการในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดและชดเชยความเสี่ยงจากผลกำไรในบ้านที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นส่งผลดีในแง่ของการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ

จึงไม่แปลกที่ในระยะหลังจะได้เห็นบริษัทจีนเริ่มเข้าไปซื้อและควบรวมกิจการในต่างแดนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัท วอลโว่ ผู้ผลิตรถชื่อดังจากสวีเดน คลับเมด ผู้ให้บริการคลับรีสอร์ทพักร้อนชื่อดังจากฝรั่งเศส ไปจนถึงผู้ผลิตเนื้อหมูยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอย่าง สมิธฟิลด์

ล่าสุด เมื่อเดือนที่แล้วบริษัท เลอโนโว ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่จากจีนตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อกิจการด้านการให้บริการเซิร์ฟเวอร์จากไอบีเอ็ม และซื้อกิจการด้านโทรศัพท์มือถือของโมโตโรลาต่อจากบริษัท กูเกิล

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการหันมาปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้หันไปสู่การกระตุ้นการบริโภคจากตลาดภายในของจีนจะเป็นเรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะหากมองในอีกมุมหนึ่งก็อาจส่งผลดีก็เป็นไปได้ เพราะหากพญามังกรประสบความสำเร็จในการกระตุ้นอุปสงค์จากตลาดภายในจริง กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าด้านการอุปโภคบริโภคย่อมได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและธัญพืชจากบราซิล ไวน์ จากฝรั่งเศส หรือถั่วเหลืองจากรัฐมินนิโซตา ในสหรัฐ เป็นต้น

เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทธุรกิจด้านบริการและสุขภาพก็อาจได้รับผลดีไปด้วยจากการปฏิรูปของจีน โดยเฉพาะการส่งเสริมหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพราะการที่จีนหันมาเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทำให้คนจีนเริ่มหันมาสนใจสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ฉะนั้นแล้ว การปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตของจีนหนนี้จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะในอีกมุมหนึ่งก็กำลังนำมาสู่โอกาสใหม่ๆ มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท