
เทียบฟอร์มนโยบายข้าวเพื่อนบ้านเน้นพัฒนาครบสูตร
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา และพม่า ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวสูง ซึ่งแต่ละประเทศมีแนวทางการส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงสนับสนุนการส่งออกข้าวอย่างเข้มข้น เพื่อผลักดันให้ข้าวของตัวเองมีขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า ทุกประเทศต่างมีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าว แต่อาจมีวิธีการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแนวทางการพัฒนาข้าวของประเทศ ว่าต้องการให้ข้าวของตัวเองอยู่ในจุดไหนของตลาด
ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อย่างเวียดนาม มีมาตรการส่งเสริมทั้งด้านการผลิต เกษตรกร และการส่งออกอย่างครบถ้วน โดยรัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม ได้แก่ ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มกำไร จึงส่งผลให้เกษตรกรเวียดนามมีต้นทุนการผลิตต่ำและมีรายได้เพิ่มขึ้น 20% จากการดำเนินนโยบายดังกล่าว
พร้อมกันนี้ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2553 นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้ประกาศขอให้ส่วนกลางและคณะกรรมการประชาชนจังหวัดต่างๆ กำหนดราคาข้าวเปลือกที่จะขายให้กับพ่อค้าคนกลางเพื่อให้เกษตรกรได้กำไรอย่างน้อย 30% โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท ประกาศระเบียบและแนวทางการคำนวณต้นทุนการผลิตเพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดราคาข้าวเปลือก
ขณะที่การทำตลาดส่งออกของเวียดนามเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ โดยมีรัฐบาลทำหน้าที่ทำตลาดต่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ผ่านทางสมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association : VFA) ที่มีสมาชิกประมาณ 205 บริษัท ด้านผู้ส่งข้าวรายใหญ่มีอยู่ 2 บริษัท ได้แก่ วีนาฟู้ด 1 (Vinafood 1) และวีนาฟู้ด 2 (Vinafood 2) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกข้าว 70% ที่เหลือเป็นของผู้ส่งออกรายอื่น ทำให้การกำหนดทิศทางราคาข้าวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถกำหนดราคาต่ำได้ เพราะต้นทุนการผลิตข้าวต่ำ ขณะที่ผลผลิตต่อไร่มีสูง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายสร้างคลังเก็บสินค้าและร่วมมือกับต่างประเทศตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไซโลเก็บข้าว
ด้านประเทศกัมพูชานั้น มีเวียดนามเข้ามาตั้งบริษัททำตลาดร่วมกับกัมพูชา ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนด้านข้าว “CambodiaVietnam Foods : Cavifoods” เพื่อทำธุรกิจข้าวแบบครบวงจรในกัมพูชา โดยจะเน้นการลงทุนด้านกระบวนการผลิต การเก็บรักษา และการส่งออกข้าว รวมถึงการสร้างโรงสีข้าว ไซโลเก็บสำรองข้าว รวมทั้งระบบเครือข่ายการจำหน่ายข้าวในกัมพูชา
การค้าข้าวของกัมพูชายังคงเป็นไปตามกลไกตลาด ข้าวของกัมพูชาเป็นข้าวคุณภาพดี โดย “ข้าวผกามะลิ” ได้รางวัลข้าวที่ดีที่สุดของโลกจากการประชุมข้าวโลก 2 ปีซ้อนตั้งแต่ปี 2555 และ 2556 จึงทำให้ข้าวกัมพูชาขายได้ราคาดี
สำหรับประเทศพม่า ในปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจค้าข้าวในพม่า โดยพม่ายังมีโอกาสที่จะขยายการผลิตได้อีกมาก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2558 พม่าจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 3 ล้านตัน จากตอนนี้ที่ส่งออกประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งการเพิ่มพื้นที่การผลิตของพม่ามีศักยภาพสูง รวมทั้งการเข้าไปลงทุนของต่างชาติจะยิ่งยกระดับการผลิตข้าวให้พม่าได้มาก รวมทั้งข้าวพม่ามีคุณภาพดีไม่เป็นรองใคร และข้าวเพิร์ล ปอว์ ซาน ของพม่า เคยได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดของโลกเมื่อปี 2554
ข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา พม่ามีผลผลิตข้าวมากขึ้น ประกอบกับการเปิดประเทศส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงสีขอให้รัฐบาลเปิดเสรีการลงทุนในกิจการสินค้าเกษตร
ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมเกษตรกร เช่น การให้ชดเชย สนับสนุนราคาปุ๋ย เพื่อเป็นแรงจูงให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวมากขึ้น แต่สุดท้ายยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนออกมา ขณะเดียวกันทางสมาคมโรงสีพม่าต้องการให้โรงสีไทย หรือผู้ส่งออกไทยไปลงทุนในพม่า เพื่อที่จะได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ต่างๆ แก่กัน
ด้านประเทศเวียดนามมีมาตรการด้านการตลาดโดยรัฐบาลและธนาคารกลางเวียดนาม จะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ส่งออกในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้ส่งออกมีเงินในการซื้อข้าวมาเก็บสต๊อก ดูดซับผลผลิตจากมือชาวนาเนื่องจากเวียดนามมีปัญหาเก็บข้าว ทำให้มีต้นทุนทางการตลาดสูง ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีระยะเวลาเพียง 23 เดือน ที่เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเท่านั้น โดยจะมีการเก็บสต๊อกไม่เกิน 12 ล้านตัน
จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศมีแนวทางในการสนับสนุนการผลิต การค้าข้าวที่แตกต่างกันไป ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบกันแล้วคงบอกไม่ได้ว่ารูปแบบไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสภาพแวดล้อมของประเทศนั้น
แต่ในส่วนของประเทศไทยก็จำเป็นต้องเรียนรู้ตัวอย่างจากหลากหลายแหล่ง พร้อมตั้งเป้าหมาย กำหนดทิศทางข้าวไทยในตลาดโลกให้ชัดเจน เพื่อจะได้สามารถวางแนวทางการพัฒนาการผลิตและค้าข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ







