
ส่องเทรนด์เอชอาร์ตอบโจทย์ยุคเปิดเสรี
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
การรวมตัวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้แวดวงทรัพยากรมนุษย์ (เอชอาร์) ต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อให้องค์กรพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค
รินทร์ฤดี พลายเพ็ชร์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เอส.จี.เซ็นเตอร์ ที่มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง บอกว่า การทำงานกับคนหลากหลายเชื้อชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะบริษัทข้ามชาติในไทยส่วนใหญ่ก็มีพนักงานต่างชาติร่วมงานอยู่แล้ว ขณะที่แรงงานจากเพื่อนบ้านก็เข้ามานานแล้ว เพียงแต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อาจเร่งให้ทั้งองค์กรและบุคลากรไทยต้องปรับตัวรองรับสภาพแวดล้อมในตลาดงานที่เปลี่ยนไป
ปัจจุบัน แวดวงเอชอาร์และธุรกิจรับจัดหาคนให้องค์กร (Head Hunter) ยังปรับตัวไม่ทันกับความต้องการในตลาดงานที่เปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง เอส.จี.เซ็นเตอร์ ต้องการหาพนักงานที่สื่อสารภาษาจีนได้จำนวนหลายร้อยคน เพราะกำลังจะเปิดร้านอาหารและร้านขายผลิตภัณฑ์โอท็อป Rest@88 ที่พัทยา แต่กลับไม่มีบริษัทเฮดฮันเตอร์รายใดจัดหาคนให้ได้ ทำให้ต้องลงพื้นที่เพื่อหาคนด้วยตัวเอง ซึ่งทางภาคเหนือมีคนพูดภาษาจีนได้จำนวนมาก เพียงแต่ต้องรู้แหล่ง
นี่สะท้อนว่า แม้แต่มืออาชีพในตลาดงานเองก็ยังไม่พร้อม เพราะยังทำงานเชิงรับ ไม่ได้หันมาเน้นเชิงรุก ขณะที่ปัญหาหลักคือเรื่องภาษา คนในแวดวงเอชอาร์และเฮดฮันเตอร์ส่วนใหญ่เน้นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ตอนนี้ภาษาอังกฤษกลายเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องสื่อสารได้ ดังนั้นเอชอาร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้ภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาษาในอาเซียน ที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากบริษัทไทยขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น หากเอชอาร์มีความสามารถด้านภาษาที่หลากหลายก็จะช่วยองค์กรได้มาก
ส่วนนักศึกษาจบใหม่ที่มาสมัครงาน ส่วนใหญ่ยังมีปัญหาทักษะภาษาอังกฤษ แม้แต่กลุ่มที่ผ่านการสอบวัดมาตรฐานความรู้ เช่น TOEFL TOEIC หรือ IELTS คะแนนสูงๆ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะสื่อสารได้มีประสิทธิภาพ ขณะที่ความสนใจภาษาอาเซียนก็ยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลี ทั้งๆ ที่อาเซียนจะเป็นศูนย์กลางของตลาดงานในอนาคต การสื่อสารภาษาอาเซียนได้จะเป็นสปริงบอร์ดที่ทำให้โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ
รินทร์ฤดี มองว่า ขณะนี้ตลาดงานในไทยกำลังขาดแคลนพนักงานระดับบริหารที่มีทักษะภาษาอาเซียน เพราะนอกจากผู้บริหารจะต้องมีทักษะในการบริหารจัดการ ทักษะด้านเทคนิค ยังต้องมีทักษะด้านภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษก็เป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องสื่อสารได้ แต่ยังไม่มีคนสนใจภาษาอาเซียนมากนัก ทั้งที่บริษัทไทยจำนวนมากได้ขยายงานไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว
ก่อนหน้านี้ เคยได้รับมอบหมายให้วางระบบด้านเอชอาร์และจัดหาผู้บริหารไทยไปทำงานที่ประเทศพม่า ซึ่งใช้เวลานานมาก เพราะไม่มีใครอยากไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยยังติดกับทัศนคติเก่าๆ ที่มีต่อพม่า และไม่อยากจากบ้าน แม้จะเพิ่มเงินเดือนให้ก็ตาม แต่สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ทอดทิ้งให้พนักงานไปตายเอาดาบหน้า เช่น สอนภาษาและวัฒนธรรมพื้นฐาน จัดหาที่พัก ดูแลเรื่องต่างๆ ที่จำเป็น
“หลายๆ บริษัทต้องการคนไทยที่รู้ภาษาเพื่อนบ้าน เพราะต้องการคนที่ไว้ใจได้ไปทำงานในที่ไกลหูไกลตา และการที่เราสื่อสารภาษาของเพื่อนบ้านได้ จะทำให้พนักงานท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เต็มใจทำงานต่างๆ ภาษาอาเซียนจึงเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในตลาดงานยุคนี้ แค่ภาษาอังกฤษไม่พอแล้ว”
ขณะที่นักศึกษาที่จบระดับปริญญาตรีจะเป็นกลุ่มที่เผชิญความท้าทายจากเออีซีมากที่สุด เพราะเมื่อแรงงานเคลื่อนย้ายได้เสรีมากขึ้น ก็จะทำให้ต้องแข่งกับคนชาติอาเซียนที่มีทักษะภาษาดีกว่าเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น ส่วนระดับ ปวช.ปวส. เป็นสายอาชีพที่มีความต้องการรองรับอยู่แล้ว
รินทร์ฤดี แนะว่า นักศึกษารุ่นใหม่จะต้องปรับตัวรับเออีซี โดยต้อง 1.อดทน 2.พร้อมเรียนรู้ 3.ทำงานได้หลากหลาย (Multi Skills) 4.มีทักษะการสื่อสารด้านภาษา และ 5.เปิดใจรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีมุมมองและทัศนคติในการปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่น







