
ผ่าทางตันจำนำข้าวช่วยชาวนาต้องไม่ฝ่ากฏหมาย
ที่ประชุมวงเสวนาหัวข้อ “ช่วยชาวนาอย่างไรโดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และรักษาวินัยการเงิน การคลัง”
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ที่ประชุมวงเสวนาหัวข้อ “ช่วยชาวนาอย่างไรโดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และรักษาวินัยการเงิน การคลัง” โดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา มีหลายข้อเสนอเพื่อผ่าทางตันวิกฤตการณ์จำนำข้าว ที่รัฐบาลเป็นหนี้ชาวนาครั้งประวัติศาสตร์ถึง 1.3 แสนล้านบาท โดยหลายฝ่ายต่างเสนอแนวทางต่างๆ ทั้งในด้านการเงิน การคลัง และการตลาด เพื่อเร่งหาเงินจ่ายหนี้ชาวนาโดยเร็วที่สุด
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ทางออกการจ่ายเงินชาวนา 1.3 แสนล้านบาทนั้น มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1.แนวทางการเงิน ซึ่งทำได้ยากเพราะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3) ทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้ และไม่กล้าซื้อ หากกระทรวงการคลังออกพันธบัตรโดยตรง ส่วนวิธีการให้โรงสีจำนำใบประทวนชาวนา โดยกระทรวงการคลังจ่ายดอกเบี้ยให้นั้นก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีระเบียบรองรับให้คลังจ่ายเงินโรงสี ซึ่งไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน
สำหรับแนวทางที่ 2 นั้น คือ แนวทางการตลาด ซึ่งต้องมีการระบายข้าวที่ไม่ใช้วิธีแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือระบายครั้งละไม่กี่แสนตันต่อเดือน แต่ต้องระบายเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน แม้ว่าจะทำให้ขาดทุนมากแต่ก็ต้องดำเนินการ ซึ่งต้องใช้เวลาราว 68 เดือน จึงจะได้เงินมาจ่ายชาวนาได้ครบ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีปัญหาเช่นกัน เพราะรัฐบาลอาจมีข้าวในสต๊อกไม่ครบตามจำนวนที่แจ้งไว้
ขณะที่แนวทางที่ 3 ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดนั้น คือ แนวทางการเมือง โดยรัฐบาลรักษาการต้องคุยกับ กปปส.และผลักดันให้การเลือกตั้งจบลง โดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่สามารถกู้เงินจ่าย ชาวนาได้โดยไม่ขัดกฎหมาย ซึ่งการที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุดนั้น ก็คือ รัฐบาลรักษาการควรลาออก
ด้าน อัจนา ไวความดี อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการเงินการคลังฯ วุฒิสภา กล่าวว่า ในทางการเงินนั้น รัฐบาลสามารถนำข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกมาทำซีเคียวริไทเซชั่น หรือนำข้าวมาออกเป็นตราสารทางการเงินได้ ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้ ธ.ก.ส.ออกตราสารทางการเงินขายให้กับธนาคารพาณิชย์นั้นสามารถทำได้เช่นกัน แต่การที่จะแปลงให้เป็นสินทรัพย์ดำรงสภาพคล่องนั้น ต้องตรวจสอบกับ ธปท.อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ธีระชัย กล่าวถึงการออกซีเคียวริไทเซชั่น ว่า เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ปัญหาคือข้าวในสต๊อกของรัฐที่จะนำมาเป็นแบ็กอัพการออกซีเคียวริไทเซชั่นนั้น ซึ่งไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าข้าวดังกล่าวมีจริงหรือไม่
ขณะที่ อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอทางออกว่า รัฐบาลน่าจะสามารถกู้เงินมาจ่ายชาวนาได้ สำหรับข้าวที่จำนำก่อนวันที่ 9 ธ.ค. 2556 แต่สำหรับหนี้หลังวันที่ 9 ธ.ค.นั้น เป็นหนี้ที่สร้างขึ้นใหม่หลังยุบสภา จึงต้องหาทางอื่นๆ ซึ่งต้องถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่
“ปัญหาการเงินที่เกิดขึ้น เป็นหนี้ชาวนา 1.3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลไม่มีสภาพคล่องจ่ายเป็นเรื่องที่น่าอับอาย การให้ใบประทวนที่โรงสีออกให้ไปกู้เงินจากโรงสีเป็นเรื่องตลก วินัยการเงินการคลังพังไปแล้ว ระบบวินัยการเงินการคลัง โครงการรับจำนำข้าวจริงๆ เป็นโครงการที่โปร่งใสเพราะมีใบเสร็จแต่ไม่มีการทำบัญชี รัฐบาลจงใจไม่ให้เกิดการลงบัญชี ไม่ต้องการให้เกิดตัวเลขการขายการระบายข้าว เพราะไม่ต้องการให้มีความโปร่งใส เหมือนถ้ำที่มืดมิดที่จะเข้าต้องมีไฟฉายและต้องได้รับการอนุญาตจากคนในรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง” อัมมาร กล่าว
ขณะที่ นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า การขายข้าวแบบจีทูจีทำได้ยากและรัฐบาลไม่กล้าทำแล้ว เนื่องจากภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย ปริมาณข้าวในสต๊อกทั่วโลกมีจำนวนมาก ซึ่งฉุดข้าวในตลาดโลกให้มีราคาถูก
สำหรับวิธีที่กระทรวงพาณิชย์จะให้โรงสีรับจำนำ ใบประทวนชาวนา ก็มีปัญหาว่าจะรับจำนำในราคา ใบประทวนที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หรือราคาตลาด 8,000 บาทต่อตัน และโรงสีก็มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่พอ ในส่วนข้อเสนอที่ให้มีการคืนข้าวในสต๊อกให้กับชาวนา 1.5 เท่าของที่มีจำนำ เห็นว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะข้าวเปลือกที่ชาวนานำมาจำนำได้ ถูกสีเป็นข้าวสารหมดแล้ว







