
นิด้าแนะรัฐบาลคืนข้าวชาวนา1.5เท่า
นิดา ผ่าทางตันวิกฤตจำนำข้าว แนะรัฐบาลคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า เพราะหาเงินกู้ยาก ระบายข้าวช้า
นิดา ผ่าทางตันวิกฤตจำนำข้าว แนะรัฐบาลคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า เพราะหาเงินกู้ยาก ระบายข้าวช้า
นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตคณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชี้ทางออกแก้วิกฤตชาวนาไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว โดยเสนอให้รัฐบาลคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า หรือ การคืนข้าวในเชิงมูลค่า 1.5 เท่าของมูลค่าที่ชาวนาได้จำนำไว้ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายชาวนาและการระบายข้าวก็ทำได้อย่างล่าช้า
สำหรับข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ 1. เป็นการช่วยเหลือชาวนาบนพื้นฐานเดียวกันกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล เพราะโครงการจำนำข้าวนั้น รัฐบาลรับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดประมาณ 50% เพราะฉะนั้น เพื่อให้ชาวนาได้รับผลตอบแทนประมาณเท่ากันกับชาวนาอื่นๆ ที่ได้รับเงินไปแล้ว การคืนข้าวให้ชาวนาก็ต้องคืนข้าวในมูลค่าเดิมตามที่ชาวนาเอามาจำนำไว้แล้วกับรัฐบาล โดยบวกเพิ่มข้าวไปอีกคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 50% เมื่อชาวนาเอาข้าวทั้งหมดไปขายตามราคาตลาดปกติก็น่าจะได้เงินกลับมาประมาณใกล้เคียงกับชาวนาก่อนหน้านี้ที่เข้าร่วมโครงการแล้วรับเงินไปในราคาประมาณตันละ 12,000 – 13,000 บาท
2. การคืนข้าวให้ชาวนาเป็นการเปลี่ยนสภาพความเป็นเจ้าของข้าว จากที่ปัจจุบันรัฐบาลเป็นเจ้าของข้าวแต่ฝากเก็บไว้ในโกดังของโรงสี กลายเป็นชาวนาเป็นเจ้าของข้าวเองแต่ก็ยังฝากเก็บไว้ในโกดังของโรงสีเช่นเดิม การกระทำเช่นนี้เป็นการพลิกผันที่สำคัญ เพราะจะทำให้อำนาจการสั่งซื้อสั่งขายข้าวหลุดพ้นจากบริหารงานของรัฐบาลที่ล้มเหลวมาโดยตลอด แล้วกลับมาอยู่ภายใต้กลไกตลาดเช่นเดิมซึ่งจะสามารถระบายข้าวได้ดีกว่ารัฐบาลทำ
“การแก้ปัญหาไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนาที่ผ่านมานั้น เน้นกลไกทางการเงินเป็นหลัก โดยพ่อมดทางการเงินทั้งหลายพยายามหาวิธีหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาให้ได้ แต่การพลิกแพลงวิธีการทางการเงินล้วนประสบปัญหาทั้งสิ้น อาทิ ติดกรอบเพดานวงเงินกู้ 5 แสนล้านบาทเดิม ทำให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีกไม่ได้ ตลอดจนจากการเป็นรัฐบาลรักษาการไม่สามารถสร้างภาระหนี้ผูกพันเพิ่มเติมได้ และมีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะยังคงดำเนินนโยบายจำนำข้าวอยู่ต่อหรือไม่” นายอดิศร์ กล่าว
ทั้งนี้ การคืนข้าวให้ชาวนา ไม่ได้หมายความว่าให้โรงสีขนข้าวออกมาจากโกดังเป็นกระสอบๆแล้วมาคืนให้ชาวนา ประเด็นที่สำคัญคือถ้าชาวนานำข้าวไปจำนำไว้ 10 ตัน ก็จะได้ข้าว 10 ตันเดิมคืนและบวกอีก 5 ตันที่รัฐบาลจะเพิ่มเติมให้รวมทั้งสิ้นเป็น 15 ตันที่รัฐบาลคืนทั้งหมด หลังจากนั้นชาวนาก็สามารถขายข้าวให้โรงสีได้ในราคาตลาดปกติ เช่น ขายข้าวเปลือกให้โรงสีประมาณตันละ 8,000-9,000 บาท หลังจากนั้นโรงสีก็สามารถขายข้าวให้ผู้ส่งออกข้าวได้ต่อไป ซึ่งท้ายที่สุดแล้วชาวนาก็จะได้ราคาขายทั้งหมดใกล้เคียงกับมูลค่าที่เคยจำนำไว้
นายอดิศร์ กล่าวว่า การคืนข้าวให้ชาวนาเป็นการระบายข้าวที่เร็วที่สุด ทำให้สต็อกข้าวของรัฐบาลลดลงอย่างเร็ว จึงเป็นการตัดโอกาสในการทุจริตเวียนข้าว ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการจ้างโรงสีเก็บข้าว ทำให้คุณภาพข้าวไม่แย่ลงไปมากกว่านี้ และการคืนข้าวให้ชาวนาเป็นการใช้ทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่รัฐบาลยังมีอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ต้องไปติดกับดักของกลไกทางการเงินต่างๆ ไม่เป็นการสร้างภาระผูกพันไปยังรัฐบาลในอนาคต และไม่เป็นการผลักภาระให้สถาบันการเงินหรือผู้ฝากเงิน อีกทั้งเป็นการปรับกลไกตลาดในการค้าขายข้าวสู่ภาวะปกติและนำไปสู่การส่งออกข้าวอย่างแท้จริง และท้ายที่สุดจะเป็นการล้างสต็อกข้าวของรัฐบาลและปิดฉากโครงการจำนำข้าวอย่างสิ้นเชิง
“เห็นได้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์แทบจะหมดหนทางจริงๆ ในการจ่ายเงินให้ชาวนา แต่ภายใต้ข้อจำกัดทางการเงินทั้งหลาย เราลืมไปแล้วหรือครับว่ารัฐบาลยังเหลือทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่รัฐบาลสามารถนำมาแปรสภาพให้เป็นทุนได้และสามารถนำเงินไปชำระให้ชาวนาได้นั่นคือข้าวในสต๊อกจำนวน 17 ล้านตันที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์รับจำนำจากชาวนาเอาไว้ตั้งแต่สองปีที่ผ่านมาและยังระบายไม่หมด” นายอดิศร์กล่าว







