
ส่องแผนปฏิรูปเศรษฐกิจชี้ช่องผู้ประกอบการไทย
ตลอด 10 ปีนับจากนี้ จีนจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน หลังจากช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางหลายปัญหาที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เช่น หนี้รัฐบาลท้องถิ่น และการกู้ยืมผ่านธนาคารเงา (Shadow Banking)
ตลอด 10 ปีนับจากนี้ จีนจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน หลังจากช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางหลายปัญหาที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เช่น หนี้รัฐบาลท้องถิ่น และการกู้ยืมผ่านธนาคารเงา (Shadow Banking)
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า การปฏิรูปรอบนี้ ผู้นำของจีนตั้งเป้าว่าจะผลักดันให้รายได้ของประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในปี 2563 โดยหัวใจของการปฏิรูปภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นี้ คือ การเพิ่มบทบาทของตลาดในการจัดสรรทรัพยากร โดยรัฐบาลเตรียมยกเลิกการควบคุมราคาในธุรกิจสื่อสาร การขนส่ง สาธารณูปโภค และให้ตลาดเป็นผู้กำหนดราคาแทน
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยภาคธุรกิจแรกที่เป็นโครงการนำร่อง ได้แก่ ภาคธนาคาร ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้เอกชนสามารถตั้งธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก ธนาคารกลางของจีนยกเลิกเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำและปล่อยให้เคลื่อนไหวอย่างเสรี ลดการแทรกแซงเงินหยวนโดยการขยายช่วงการซื้อขาย (Trading Band) อย่างเป็นระบบและเพิ่มความยืดหยุ่นในการขาย
พร้อมกันนี้ ยังผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเริ่มจากบริษัทที่อยู่ในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Free Trade Zone) ซึ่งทางการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติ ธนาคารต่างประเทศ รวมถึงบริษัทต่างประเทศสามารถลงทุนในตลาดหุ้นของจีนได้ และบริษัทจีนสามารถไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศได้
นอกจากนี้ ยังต้องการให้โครงการของเศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น ต้องการลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือน ทั้งนี้ จะมีการเก็บเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจมากขึ้น เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ให้ครัวเรือนรายได้ต่ำถึงปานกลาง อีกทั้งจะปฏิรูปที่ดินเพื่อลดแรงจูงใจในการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
ผู้นำจีนยังมุ่งมั่นแก้ปัญหาในภาคส่วนที่เป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเติบโต ซึ่งปัญหาสำคัญที่สุดตอนนี้คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคธนาคารเงา ที่ประเมินกันว่าเพิ่มขึ้น 34% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2553 ธุรกิจดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นการทำธุรกรรมผ่านบริษัททรัสต์ที่นำเงินไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และรัฐบาลท้องถิ่น ที่ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารทั่วไปได้
ทั้งนี้ เพื่อลดบทบาทของภาคธนาคารเงา รัฐบาลกลางได้อนุญาตให้เอกชนตั้งธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กได้ เพื่อเป็นแหล่งทุนให้กับธุรกิจ และอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนได้ด้วยตนเอง
สำหรับการปฏิรูปของจีนครั้งนี้ อีไอซีแนะนำว่า ธุรกิจไทยควรมองหาแนวทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของเมืองในจีน โดยมองว่าเมื่อประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะทำให้มีความต้องการสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เพิ่มขึ้นในระยะแรก
ธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว น้ำตาลไก่แปรรูป ไก่แช่แข็ง และผลไม้ จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของความต้องการครั้งนี้
ส่วนในระยะกลางและระยะยาวจะเป็นโอกาสของธุรกิจด้านบริการและการลงทุน เพราะเมื่อมีชนชั้นกลางมากขึ้น คนก็จะต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นช่องทางของธุรกิจสุขภาพและความงาม ธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้ไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้เกิดแรงจูงใจท่องเที่ยวมากขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันชาวจีนที่เคยไปต่างประเทศคิดเป็นประมาณ 5% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของไทย จึงมีโอกาสเติบโตรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีนอีกมาก เนื่องจากไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ในสายตาของชาวจีน
ในระยะยาว ทางการจีนน่าจะผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายเงินทุนเหมือนในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้มากขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ไทยเข้าไปลงทุนโดยตรง และลงทุนในหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสก็ยังมีความเสี่ยงที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือเช่นกัน ได้แก่ การลดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่นในด้านที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาจทำให้รายได้ของครัวเรือนจำนวนหนึ่งลดลง
ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มที่ต้องแข่งขันกับธุรกิจจีนที่จะออกมาลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งจะต้องระวังความผันผวนด้านการเงิน โดยเฉพาะในประเด็นของภาคธนาคารเงาด้วย







