
รู้ภาษาอาเซียนเข้าใจบ้านไร้รอยต่อ
อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปี เพื่อนบ้าน 10 ชาติก็จะร่วมเดินบนเส้นทางประชาคมอาเซียน แม้จะเป็นเวลาไม่นานนัก แต่ก็ยังไม่สายเกินไป หากเริ่มเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้
เรื่องสำคัญที่แทบจะเป็นวาระแห่งชาติของประเทศตอนนี้ คือ การฟิตเรื่องภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน ที่น่าจะต้องใช้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จึงได้จัดเสวนา “ภาษาแขมร์กับโอกาสในการเข้าสู่งานในยุคอาเซียน” โดยเชิญผู้บริหารที่ลงเรียนหลักสูตรภาษาเขมรมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักศึกษา
สุเมธ พิเชษฐพงศา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายคลังสินค้าและโรงงาน บริษัท นครหลวงค้าข้าว ย้อนวันวานว่า ทำงานมานานก็ไม่เคยใส่ใจเรื่องภาษาเพื่อนบ้านเลย เพราะไม่เคยนึกว่าชีวิตนี้จะต้องสื่อสารภาษาเพื่อนบ้าน จนกระทั่งปี 2555 บริษัทขยายธุรกิจไปกัมพูชา เพราะนโยบายรัฐบาลที่เปลี่ยนไป ประกอบกับมีแรงจูงใจจากประเทศเพื่อนบ้านในการทำธุรกิจ เช่น ลดหย่อนภาษี และได้รับมอบหมายให้ดูแลงานที่นั่น ต้องสั่งงานพนักงานส่วนใหญ่ที่เป็นคนเขมร แต่เตรียมตัวไม่ทัน จึงต้องใช้ล่าม ซึ่งก็ไม่สะดวก แถมไม่สามารถสื่อสารได้ตรงตามต้องการ
ในช่วงแรกก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นให้พนักงานชาวกัมพูชาพูดภาษาไทย ใช้วิธีจ่ายเงินเพิ่มเดือนละ 10 เหรียญสหรัฐ ก็มีคนสนใจร่วมโครงการบ้าง แต่ก็ไม่ได้สื่อสารกันเข้าใจอย่างที่คาดไว้ ยังต้องใช้ล่ามอยู่ดี จึงคิดว่าถึงเวลาต้องเรียนภาษาเขมรอย่างจริงจัง
“การที่มองข้ามเรื่องภาษาก็เหมือนกับเด็กสมัยนี้ ที่ไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้ภาษาเพื่อนบ้าน จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ แต่ถ้ามองไปข้างหน้าถึงการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ก็จะคิดได้ว่า รู้ไว้ใช่ว่า หากเรียนรู้ภาษาอาเซียนไว้แต่เนิ่นๆ เมื่อมีโอกาสต้องใช้ ก็สามารถใช้ได้เลย”
ทุกวันนี้มีคนไทยไปทำงานในกัมพูชามากถึง 2 หมื่นคน ขณะที่มีบริษัทไทยเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เด็กรุ่นใหม่จะเรียนรู้ภาษาเขมร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า เช่นเดียวกับภาษาอาเซียนอื่นๆ อย่างตอนนี้บริษัทกำลังก่อสร้างโรงสีในพม่า คาดว่าจะเสร็จในปี 2558
“ขณะนี้บริษัทไทยหลายแห่งออกไปเปิดตลาดในอาเซียนมากขึ้น คนรุ่นใหม่จึงควรเตรียมให้พร้อม แม้ภาษาอังกฤษจะสำคัญ แต่หากเป็นภาษาอาเซียนจะมีความได้เปรียบมากกว่า เพราะคนยังรู้น้อย เราต้องสร้างคนก่อนสร้างงาน ไม่ใช่สร้างงานก่อนสร้างคน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ทันการณ์”
วัสสาน์ สารพานิช เลขาธิการหอการค้าจังหวัดตราด เล่าว่า มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านรั้วติดกันมากขึ้น ตั้งแต่ครั้งทำงานที่โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในฝันของคนกัมพูชา เพราะการรักษาพยาบาลในกัมพูชายังไม่ดีนัก จึงทำให้คนที่มีกำลังทรัพย์ยอมเดินทางหลายชั่วโมงมารับการรักษาในไทย ตอนนั้นโรงพยาบาลสามารถทำรายได้จากการดูแลรักษาคนไข้กัมพูชาได้มากถึง 25 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากในเวลานั้น
“นี่เป็นเหตุให้ดิฉันคาดโทษบุคลากรของโรงพยาบาล ตั้งแต่หมอ พยาบาล ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ หากคนไข้ชาวกัมพูชามาถึงโรงพยาบาลแล้วได้รับบริการที่ไม่ดี เพราะเราเข้าใจว่าคนไข้เดินทางมาไกล บางคนออกจากบ้านตั้งแต่ตี 1 เพื่อมาถึงจันทบุรี 9 โมงเช้า สิ่งนี้คือศรัทธาที่พวกเขามีต่อเรา และเป็นแรงบันดาลใจให้เรียนภาษาเขมร เพราะอยากสื่อสารได้อย่างตรงใจโดยไม่ต้องใช้ล่าม”
วัสสาน์ บอกว่า การให้บริการลูกค้าชาวกัมพูชาได้โดนใจ เป็นเพราะศึกษาว่าคนกัมพูชาเป็นอย่างไร โดยหาความรู้จากการอ่านหนังสือ และพูดคุยกับผู้คน เพื่อให้ทำการตลาดได้ตอบโจทย์ความต้องการที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญเรื่องวัฒนธรรมที่มีต่อธุรกิจ เพราะจะทำมาหากินกับใครก็ต้องรู้จักว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
รินทร์ฤดี พลายเพ็ชร ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เอส.จี. เซ็นเตอร์ ซึ่งเคยทำงานกับบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง มองว่า ภาษาเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้แตกต่างจากคนอื่นๆ รวมถึงประสบการณ์ ไม่เช่นนั้นจะมีโอกาสได้งานน้อยกว่า โดยเฉพาะภาษาอาเซียนที่ขณะนี้มีความต้องการมากขึ้น
การเรียนรู้ไม่ต้องรอใครป้อนให้ เราสามารถเริ่มจากตัวเองก่อน ทั้งการอ่านหนังสือ เรียนจากเว็บไซต์ และถามเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ







