
บลจ.ยูโอบีลั่น3ปีขึ้นท็อปไฟว์
วางเป้าขึ้นสู่บริษัทจัดการระดับภูมิภาคชูญี่ปุ่นยุโรปเด่น/เป้าหุ้นไทย1,450จุด
วางเป้าขึ้นสู่บริษัทจัดการระดับภูมิภาคชูญี่ปุ่นยุโรปเด่น/เป้าหุ้นไทย1,450จุด
บลจ.ยูโอบีตั้งเป้าปีนี้สินทรัพย์โต 20% อีก 3 ปีติดท็อปไฟว์ ขึ้นสู่ผู้นำระดับภูมิภาค
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าปี 2557 บริษัทตั้งเป้าขยายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (เอยูเอ็ม) เพิ่มขึ้น 20% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 6 ในอุตสาหกรรม พร้อมทั้งตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ติด 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมใน 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามแม้ในปีที่ผ่านมาภาวะการลงทุนจะมีความผันผวน แต่ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน ช่องทางการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเชื่อมโยงกับพันธมิตรในระดับภูมิภาค เพื่อความหลากหลายของตัวเลือกการลงทุน ทำให้ลูกค้ายังให้ความมั่นใจและไว้วางใจในการบริหารกองทุน
“ปีที่ผ่านมาบริษัทเติบโตประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยกองทุนรวมโต 9% มีสินทรัพย์กว่าแสนล้านบาท ส่วนแบ่งอันดับ 8 กองทุนส่วนบุคคลโต 5% มีสินทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท ส่วน แบ่งอันดับ 3 ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขยายตัว 13% เป็นอันดับ 6 สินทรัพย์กว่า 6 หมื่นล้านบาท” นายวนา กล่าว
นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้เชื่อมโยงกับสาขาอื่นๆ ในภูมิภาค และร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในระดับภูมิภาคเพื่อเตรียมความพร้อมกับแผนขยายธุรกิจรองรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนมาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเปิดให้เสนอขายกองทุนรวมข้ามประเทศในอาเซียน
น.ส.ณัชชา สุนทรธาราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญในการขยายธุรกิจอย่างมั่นคง คือ การบริหารกองทุนที่โดดเด่น และนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสมกับลูกค้า ซึ่งบริษัทมีทีมงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ เพื่อสรรหาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สามารถลงทุนได้ทุกภาวะตลาด คือ กลุ่มกองทุน Core Fund ที่ได้เริ่มนำเสนอตั้งแต่ปี 2555 และได้รับการตอบรับอย่างดีด้วยยอดเงินลงทุนใหม่กว่า 5 พันล้านบาทปีที่ผ่านมาฐานลูกค้าเติบโตต่อเนื่อง โดยกองทุนรวมมีลูกค้าเพิ่มขึ้น 13% กองทุนส่วนบุคคลมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 20% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น 15%
“เรายังตอกย้ำกลยุทธ์แบ่งกลุ่มลูกค้า จึงสามารถจัดสรรผลิตภัณฑ์และทีมงานมืออาชีพให้คำปรึกษาและแนะนำการลงทุนเชิงลึกเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าแต่ละรายราย อีกทั้งได้พัฒนาระบบการทำรายการผ่านออนไลน์หรือผ่านระบบโทรศัพท์สำหรับบางกองทุน รวมทั้งร่วมมือกับสถาบันการเงิน มอร์นิ่งสตาร์ (ประเทศไทย) จัดสัมมนาให้ความรู้นักลงทุนและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน เพราะเชื่อว่าการตัดสินใจลงทุน ต้องพิจารณามากกว่าผลตอบแทนเพียงปัจจัยเดียว” น.ส.ณัชชา กล่าว
นายกรวุฒิ ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตมากกว่า 2% และสูงกว่าปีก่อนหน้าจากภาคการบริโภค ที่อยู่อาศัยและจ้างงานที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนกังวลผลกระทบ ถึงแม้จะเป็นไปตามที่คาดการณ์ ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนยังฟื้นตัวต่อเนื่องและผ่านช่วงเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ขณะที่เอเชีย เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจีนคาดว่ายังเติบโต 78% ต่อปี แนะนำนักลงทุนอาจนำเงินลงทุนบางส่วนไปลงทุนต่างประเทศ
นายกรวุฒิ กล่าวอีกว่า กรณีความกังวลเศรษฐกิจและค่าเงินของประเทศเกิดใหม่บางประเทศ เช่น อาร์เจนตินา รัสเซีย ตุรกี ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น
บริษัทมองว่าภูมิภาคที่น่าสนใจในปีนี้ คือ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ประมาณ 18.2 เท่า ในปีนี้เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่สูง 3-8 เท่า ส่วนดัชนี MSCI Euro คาดว่าจะมีพี/อี 12.7 เท่าในปีนี้ เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 14 เท่า
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนระยะสั้นจากการเมืองในประเทศ แต่ระยะกลางและระยะยาวยังมีแนวโน้มเติบโต ได้จากการขยายตัวของกำไรของบริษัท จดทะเบียนที่มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น คาดการณ์กำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-15% ขณะที่ พี/อี ประมาณ 11.5 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคและดัชนีมีโอกาสปรับตัวสู่ระดับ 1,400-1,450 จุด ในปี 2557







