
อินโดบนเส้นทางที่ 1 รถอาเซียน
ปัจจุบันไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ของเออีซี และเป็นประเทศผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่อันดับ 9 ของโลก โดยในปี 2556 ไทยประกอบรถยนต์มากถึง 2.46 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดประกอบรถยนต์ของทุกประเทศในเออีซีรวมกัน รองลงมา คือ อินโดนีเซีย ประมาณ 1.2 ล้านคัน และมาเลเซีย ประมาณ 6 แสนคัน
ปัจจุบันไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ของเออีซี และเป็นประเทศผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่อันดับ 9 ของโลก โดยในปี 2556 ไทยประกอบรถยนต์มากถึง 2.46 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดประกอบรถยนต์ของทุกประเทศในเออีซีรวมกัน รองลงมา คือ อินโดนีเซีย ประมาณ 1.2 ล้านคัน และมาเลเซีย ประมาณ 6 แสนคัน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในอนาคตไม่น่าไว้วางใจนัก มีแนวโน้มสูงว่าอินโดนีเซียจะแซงหน้าไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือหากความวุ่นวายทางการเมืองไทยยังลากยาว อาจจะเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ เนื่องจากความแข็งแกร่งในหลายด้าน
ประการแรก อินโดนีเซียมีประชากรมากถึง 250 ล้านคน มากเป็น 4 เท่าของประเทศไทย ขณะเดียวกันอัตราส่วนรถยนต์ต่อประชากรยังต่ำมาก คือ 20 : 1 เปรียบเทียบกับไทย 5 : 1 ทำให้ตลาดรถยนต์อินโดนีเซียมีศักยภาพสูงที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต โดยปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เพิ่มจาก 1.11 ล้านคัน ในปี 2555 เป็น 1.23 ล้านคัน ในปี 2556 ขณะที่ไทยมียอดจำหน่าย 1.33 ล้านคัน สำหรับในปี 2557 คาดว่าอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคัน ขณะที่ไทยลดลงเหลือประมาณ 1.1 ล้านคัน จะทำให้แซงหน้าไทยกลายเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในเออีซี ยิ่งไปกว่านั้นคาดว่าตลาดรถยนต์อินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นมากกว่า 2 ล้านคัน ภายในปี 2561
ประการที่ 2 อินโดนีเซียไม่มีปัญหาขาดแคลนแรงงานเนื่องจากเป็นประเทศหนุ่มสาว มีแรงงานจำนวนมาก ดังนั้น จะเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ นับว่าแตกต่างจากไทยที่เป็นประเทศผู้สูงอายุ จำนวนแรงงานจะลดน้อยถอยลงตามลำดับ
ประการที่ 3 อินโดนีเซียได้ปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุน ทำให้บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกสนใจลงทุนจำนวนมาก ทั้งการผลิตรถยนต์แบบ MPV ซึ่งปัจจุบันส่งออกมาจำหน่ายในไทยจำนวนมาก ทั้งโตโยต้าอินโนว่า โตโยต้าอเวนซ่า ฮอนด้าฟรีด ฯลฯ โดยมีการลงทุนจำนวนมาก เป็นต้นว่า ฮอนด้าได้เปิดโรงงานแห่งที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2557 ขณะที่นิสสันกำหนดจะเปิดโรงงานแห่งที่ 2 ในเดือนเมษายน 2557
ประการที่ 4 เสถียรภาพทางการเมือง เดิมเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา เคยเป็นจุดอ่อน แต่ปัจจุบันกลายเป็นจุดแข็งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย โดย Mahendra Siregar ประธานหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของอินโดนีเซีย หรือ BKPM ได้กล่าวเปรียบเปรยว่าชาวอินโดนีเซียเชื่อมั่นกับกระบวนการเลือกตั้ง ระบอบการเมือง และประชาธิปไตยของอินโดนีเซียเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่มีสภาวะเป็นเด็กๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
จากจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง M.S.Hidayat รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น 2 ราย เมื่อเร็วๆ นี้ และทราบว่ามีแผนจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่นจากไทยไปยังอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วเป็นฐานการผลิตรถยนต์ราคาถูกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะแตกต่างจากรถยนต์อีโคคาร์ของไทยอยู่บ้าง แม้จะเป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันเหมือนกัน กล่าวคือ กรณีของอินโดนีเซียจะเน้นพัฒนารถยนต์ขนาดเล็กกว่า มาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า และออกแบบให้มีต้นทุนต่ำกว่า ราคาจำหน่ายเพียงแค่ 3 แสนบาท เพื่อเจาะตลาดล่าง ทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศกำลังพัฒนาได้ดีกว่า ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะผลิตป้อนตลาดอินโดนีเซียแล้ว ยังส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์อีกด้วยสุดท้ายนี้ปัจจัยลบของอินโดนีเซียมีอยู่บ้างเหมือนกัน ขณะที่รัฐบาลกลางมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ โจโค วิโดโด ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นตัวเก็งอันดับ 1 ที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะจัดขึ้นในช่วงกลางปี 2557 กลับมีนโยบายตรงกันข้าม กล่าวคือ ไม่สนับสนุนการใช้รถยนต์ส่วนตัวในกรุงจาการ์ตา โดยมีแผนเพิ่มอัตราภาษีรถยนต์และขึ้นค่าจอดรถยนต์ในอัตราสูง เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนักในกรุงจาการ์ตา ซึ่งปัจจุบันมีความเร็วเฉลี่ยเพียงแค่ 8.3 กม./ชั่วโมง โดยเขาเห็นว่าควรชะลอนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถยนต์เอาไว้ก่อน จนกว่ารัฐบาลจะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ฯลฯ ได้เพียงพอที่จะรองรับรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากเขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะยกนโยบายระดับท้องถิ่นมาเป็นนโยบายระดับชาติหรือไม่







