posttoday
ปัญหากรีซไม่ลุกลาม...ความเสี่ยงกลับมาอยู่ที่การเมือง

ปัญหากรีซไม่ลุกลาม...ความเสี่ยงกลับมาอยู่ที่การเมือง

11 พฤษภาคม 2553

 

 

....จิตรา อมรธรรม

ในช่วงสุดสัปดาห์ต่อเนื่องถึงเช้าวันจันทร์กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีมติร่วมกันในการจัดวงเงินช่วยเหลือกรีซ 1.1 แสนล้านยูโร และจัดตั้งกองทุนฉุกเฉินเพื่อสร้างเสถียรภาพและยับยั้งการลุกลามของวิกฤตหนี้สินในยุโรปเป็นวงเงินสูงถึง 7.5 แสนล้านยูโร หรือ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบด้วยเงินจาก EU 2 ใน 3 หรือ 5 แสนล้านยูโร (6.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือเงินกู้และเงินค้ำประกันหนี้ 4.4 แสนล้านยูโร และอีก 6 หมื่นล้านยูโร เพื่อสร้างเสถียรภาพของค่าเงิน และส่วนที่เหลืออีก 1 ใน 3 จาก IMF 2.5 แสนล้านยูโร (2.95 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ขานรับอย่างรวดเร็วโดยประกาศว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรทั้งของภาครัฐและเอกชนในตลาดรอง (กฎหมายของยุโรปห้าม ECB ไม่ให้ซื้อพันธบัตรโดยตรงจากรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ไม่ห้ามการซื้อในตลาดรอง) เพื่อช่วยเพิ่ม Demand ในตลาดทำให้ Yield ของพันธบัตรไม่ให้สูงจนเกินไป เพราะปัจจุบัน Demand ต่ำ (ต้นทุนในการออกพันธบัตรจะได้ไม่แพงจนเกินไปนัก) ข่าวดีดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่า 2% มาอยู่ที่ 1.3009 เหรียญสหรัฐ/ยูโร น้ำมันบวก 4% CDS Spread (บ่งบอกความเสี่ยงและต้นทุนทางการเงิน) ของกรีซปรับลง 5 Basis Point (bps) ของโปรตุเกสและสเปนลดลงทันที 20 และ 25 bps ตามลำดับ ตลาดหุ้นกรีซปรับตัวขึ้น 7.5% ตลาดหุ้นยุโรปบวก 3% ตลาดหุ้นในเอเชียบวก 2% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยบวก 1.4% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทยอีก 2,075 ล้านบาท รวม 25,417 ล้านบาทในรอบ 18 วันทำการ หรือ 52% ของที่ซื้อไปตั้งแต่ต้นปี

วงเงินที่สูงถึง 1.1 แสนล้านยูโร เพียงพอที่จะช่วยเหลือกรีซได้อีก 3 ปี และอีก 7.5 แสนล้านยูโร เพียงพอที่จะช่วยเหลือทั้งโปรตุเกสและสเปนได้อีก 3 ปีเช่นกัน เพราะเป็นเม็ดเงินที่สูงถึง 90% ของหนี้ภาครัฐของทั้งสองประเทศ และเท่ากับ 62% ของ GDP ของทั้งสองประเทศ จึงทำให้เชื่อว่าวิกฤตหนี้สินของยุโรปจะไม่ลุกลาม

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น และค่าเงินยูโรจะอ่อนค่ากว่านี้ แต่การส่งออกของไทยซึ่งพึ่งพายุโรป 11% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด (แต่ส่งออกไปกรีซเพียง 0.10.2%) จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเรากระจายตลาดได้ดีและพึ่งพาประเทศในเอเชียด้วยกันมากกว่า

ความเสี่ยงเรื่องวิกฤตหนี้สินในยุโรปในระยะสั้นหายไป อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเพียงการซื้อเวลา (ที่ยาวถึง 2–3 ปี) แต่ไม่ได้ทำให้หนี้ของกรีซลดลง (เป็นการกู้ใหม่มาโปะก้อนเก่าที่ครบกำหนดชำระ) สิ่งที่กรีซต้องแลกคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขของ EU และ IMF อย่างเคร่งครัด เช่น ลดการใช้จ่ายของภาครัฐ (ไม่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ไม่จ่ายโบนัส ลดรายจ่ายด้านทหาร) ขึ้นภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเหล้า บุหรี่ และของฟุ่มเฟือย ปฏิรูประบบภาษี และเพิ่มฐานภาษี เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว อันนำมาซึ่งปัญหาการประท้วงอย่างรุนแรงที่รัฐบาลต้องเผชิญศึกสองด้านในเวลาเดียวกัน

ขอทบทวนว่า Finansia Syrus ยังมีมุมมอง Bullish กับตลาดหุ้นในระยะกลาง–ยาว 6–12 เดือนข้างหน้า และยังคงเป้าหมาย SET Index ปลายปีนี้ที่ 860 จุด และ 1,100 จุด ปลายปี 2554 โดยมีพื้นฐานจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และฝ่ายกลยุทธ์ของเรากำลังอยู่ในระหว่างปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้น

แต่ระยะสั้นแม้ความเสี่ยงในต่างประเทศลดลง แต่ความเสี่ยงที่เหลืออยู่คือการเมืองในประเทศ ที่วันนี้แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ยังยืนยันชุมนุมต่อ การเมืองมีโอกาสพลิกผันตลอดเวลา ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ค่า PE ของตลาดปัจจุบันที่ 11.4 เท่า Discount ภูมิภาคเอเชียเพียง 17% ยังถูกไม่มากพอที่จะลงทุนได้ (ระดับปกติต้อง Discount 2025%) ประกอบกับ Earning Yield Gap (อัตราผลตอบแทนของหุ้นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร) ของตลาดหุ้นไทยที่อยู่ที่ 3.6% ไม่สูงพอที่จะน่าสนใจ

ดิฉันยังแนะนำให้รอไม่ต้องรีบร้อนซื้อ โดยมองกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ 750780 จุด

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล