
แบงก์ไทยแกร่งพารอดพ้นวิกฤตตลาดเกิดใหม่
เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเผชิญความไม่แน่นอน ทุนสำรองหด แต่ไทยยังแกร่งทั้งทุนสำรองและฐานะสถาบันการเงิน
เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเผชิญความไม่แน่นอน ทุนสำรองหด แต่ไทยยังแกร่งทั้งทุนสำรองและฐานะสถาบันการเงิน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ว่า หลังจากประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญกับแรงกระทบครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของหลายประเทศต่างก็ผลักดันมาตรการที่แข็งกร้าว (ทั้งการใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ย และมาตรการอื่นๆ) ออกมา เพื่อสกัดการดิ่งลงของสกุลเงิน และชะลอการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ อาทิ ตุรกี ยูเครน และอาร์เจนตินา ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะในการแก้ไข ซึ่งก็ทำให้ตลาดยังคงเฝ้าจับตาความเพียงพอของระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าต่อไป
---> สภาพคล่องสกุลเงินตราต่างประเทศ...กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ยังต้องการเครื่องมือเพื่อรองรับความเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออก ท่ามกลางความกังวลต่อสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การเดินหน้าปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการประคองโมเมนตัมการฟื้นตัวของทิศทางเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำการวัดระดับความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยเปรียบเทียบสัดส่วนระดับทุนสำรองฯ ที่สามารถรองรับภาระผูกพันในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการชำระค่าสินค้านำเข้าและการใช้คืนหนี้ต่างประเทศระยะสั้น โดยพบว่า “สัดส่วนทุนสำรองฯ ต่อภาระผูกพันระยะสั้น” ของอาร์เจนตินา ยูเครน ตุรกี แอฟริกาใต้ และฮังการี มีค่าต่ำกว่า 1.0 เท่า ซึ่งสะท้อนภาวะที่ค่อนข้างวิกฤตของระดับทุนสำรองฯ ที่อาจไม่เพียงต่อการรองรับแรงกระแทกจากความปั่นป่วนของกระแสเงินทุน และอาจทำให้ความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในบางประเทศเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี สัดส่วนทุนสำรองฯ ต่อภาระผูกพันระยะสั้นของประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ยังมีค่าสูงกว่า 1.0 เท่า ซึ่งทำให้ประเทศในเอเชียหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังมีสภาพพคล่องที่ค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถรองรับความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้ดีกว่า
---> จับตาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่อาจกระตุ้นวังวนความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
แรงกดดันของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (โดยเฉพาะประเทศที่อาจต้องเผชิญปัญหาความเพียงพอของระดับทุนสำรองฯ) ยังอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เนื่องจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น จำเป็นต้องใช้เวลา โดยนอกเหนือไปจากโจทย์ใหญ่ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว ยังต้องมีการแก้ไขที่ความไร้เสถียรภาพของสกุลเงิน โดยเฉพาะเงินเปโซอาร์เจนตินา รวมถึงต้องมีทางออกของปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตุรกี และยูเครน นอกจากนี้ สถานการณ์ค่าเงินที่อ่อนค่าก็อาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อของบางประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ การฟื้นตัวของภาคการส่งออกของเกือบทุกประเทศในกลุ่มนี้ ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมีทิศทางเศรษฐกิจจีนเป็นตัวแปรสำคัญ อนึ่ง แม้สัดส่วนทุนสำรองฯ ต่อภาระผูกพันระยะสั้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินโดนีเซียและอินเดีย จะยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัยในขณะนี้ แต่คงต้องจับตาเส้นทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป เนื่องจาก คาดว่า ทางการของทั้งสองประเทศน่าจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผลักดันนโยบายที่เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการขยายตัวทางการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
อาร์เจนตินา
ต้นตอ/สาเหตุ
- การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถเยียวยาต้นตอของปัญหา
- ธนาคารกลางอาร์เจนตินาประสบความล้มเหลวในการจัดการอย่างเด็ดขาดกับปัญหาความไร้เสถียรภาพของค่าเงินเปโซ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกแยกเป็นสองตลาด และทุนสำรองระหว่างประเทศลดต่ำลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
- ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความเปราะบางหลายด้าน อาทิ หนี้ต่างประเทศที่สูงกว่าทุนสำรองหลายเท่า และอัตราเงินเฟ้อสูง
ประเด็นที่ต้องจับตา
- ความเสี่ยงต่อวิกฤตค่าเงินเปโซ และความไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน
- อันดับความน่าเชื่อถือที่ยังเสี่ยงต่อการปรับทบทวนลงหลายขั้น
- ความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ และความคืบหน้าในการเจรจาแผนการชำระหนี้กับกลุ่มปารีสคลับ
- แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากสัญญาณคุมเข้มของนโยบายการเงิน
ยูเครน
ต้นตอ/สาเหตุ
- ความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน และการลาออกของนายกรัฐมนตรี
- ทิศทางเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบอย่างมากหลังปัญหาการเมืองยืดเยื้อ
ประเด็นที่ต้องจับตา
- ทิศทางการเมือง ซึ่งยังคงผูกโยงกับความเสี่ยงในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
- ความสามารถในการบริหารจัดการหนี้
- ข้อสรุปของแผนความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ
ตุรกี
ต้นตอ/สาเหตุ
- ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งเผชิญกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น กระตุ้นความกังวลต่อเงินทุนไหลออก และแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
- ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความเปราะบางหลายด้าน อาทิ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อในระดับสูง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง
- อันดับเครดิตที่เสี่ยงต่อการถูกทบทวนลง
ประเด็นที่ต้องจับตา
- ทิศทางการเมืองในประเทศ หลังการเลือกตั้งท้องถิ่น (เดือนมี.ค. 2557) การเลือกตั้งประธานาธิบดี (เดือนส.ค. 2557) และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2558
- เศรษฐกิจตุรกีอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวของธนาคารกลางตุรกีในช่วงปลายเดือนม.ค. 2557 และอาจคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อสกัดความผันผวนของกระแสเงินทุนไหลออก
- การฟื้นตัวของการส่งออก ยังต้องการสัญญาณบวกจากเศรษฐกิจยุโรปที่เป็นคู่ค้าหลัก
แอฟริกาใต้
ต้นตอ/สาเหตุ
- เศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาคอร์รัปชั่น
- ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความเปราะบางหลายด้าน อาทิ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราการว่างงานสูง และแรงกดดันเงินเฟ้อ
- ประเทศเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก จนทำให้ธนาคารกลางแอฟริกาใต้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 ปี
ประเด็นที่ต้องจับตา
- ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ หลังการการเลือกตั้งในเดือนพ.ค. 2557
- การฟื้นตัวของการส่งออก ยังต้องการสัญญาณบวกจากทิศทางราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
- การประท้วงของคนงานในภาคเหมืองแร่
ฮังการี
ต้นตอ/สาเหตุ
- มีความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด ขณะที่ เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำ
- ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความเปราะบาง อาทิ หนี้ต่างประเทศที่สูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถเลี่ยงกระแสแรงกดดันจากภาพรวมของตลาดเกิดใหม่ แม้ฮังการีจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลก็ตาม
ประเด็นที่ต้องจับตา
- ตลาดยังคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินในเชิงคุมเข้มด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าธนาคารกลางฮังการีจะเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือนม.ค. 2557 ก็ตาม
อินโดนีเซีย
ต้นตอ/สาเหตุ
- ปัจจัยพื้นฐานมีความเปราะบางหลายด้าน อาทิ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลการคลัง อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อกระแสเงินทุนไหลออก
ประเด็นที่ต้องจับตา
- เสถียรภาพของรัฐบาลผสม หลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเม.ย. 2557 และการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนก.ค. 2557
- นโยบายเศรษฐกิจที่นอกจากจะมุ่งเน้นเป้าหมายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังจะต้องมุ่งเน้นการปฏิรูปในหลายๆ ด้านไปพร้อมกัน
- ความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของดุลต่างประเทศ แม้เริ่มมีสัญญาณว่า ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอาจลดน้อยลง ขณะที่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่งออก ถูกกำหนดจากตลาดโลก และทิศทางเศรษฐกิจจีน
อินเดีย
ต้นตอ/สาเหตุ
- ปัจจัยพื้นฐานมีความเปราะบางหลายด้าน อาทิ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลการคลัง อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อกระแสเงินทุนไหลออก
ประเด็นที่ต้องจับตา
- ทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งในเดือนพ.ค. 2557 ที่ต้องมุ่งเน้นการปฏิรูปประเทศ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
โดยสรุป นอกจากทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะเผชิญแนวโน้มที่ค่อนข้างอ่อนไหวไปตามปัญหาเฉพาะภายในประเทศ อาทิ ปัญหาการเมืองในตุรกีและยูเครน ความไร้เสถียรภาพของค่าเงินเปโซในอาร์เจนตินา รวมถึงปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่ทำให้ประเทศมีความสุ่มเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออกแล้ว สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก ที่ประกอบไปด้วย สัญญาณชะลอมาตรการ QE ของสหรัฐฯ ความกังวลต่อภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และยูโรโซน ก็เป็นภาพที่ซ้ำเติมให้ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงต่อความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเป็นระยะๆ ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ความเพียงพอของระดับทุนสำรองระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (ซึ่งยังอาจต้องรับมือกับความเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออก) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ระดับทุนสำรองฯ ของหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ อาทิ อาร์เจนตินา ตุรกี และยูเครน อยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤตต่อกรณีที่ภาระผูกพันระยะสั้นเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ดี หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย ยังมีระดับทุนสำรองฯ ที่ยืดหยุ่นต่อการรองรับแรงกระแทกจากภาวะผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ดีกว่า
ทั้งนี้ แม้ความเปราะบางของประเทศตลาดเกิดใหม่อาจเป็นตัวกระตุ้นความปั่นป่วนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงที่ตลาดการเงินไทยยากจะหลีกเลี่ยง แต่เนื่องจากประเทศที่อาจเผชิญปัญหาความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศ (ประกอบด้วยตุรกี ยูเครน อาร์เจนตินา ฮังการี และแอฟริกาใต้ มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.5 ของเศรษฐกิจโลก) มีสัดส่วนราวร้อยละ 2.5 ต่อภาคการส่งออกไทย ทำให้ผลกระทบต่อไทย น่าจะอยู่ในวงจำกัดหากปัญหาไม่ลุกลามบานปลายออกไปจนกลายเป็นวิกฤตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
สำหรับทุนสำรองฯ ของไทยนั้น ยังอยู่ในระดับที่สามารถครอบคลุมภาระผูกพันระยะสั้นได้ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นระดับทุนสำรองฯ ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้ไทยยังคงมีสภาพคล่องสกุลเงินตราต่างประเทศที่ยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ท่ามกลางความกังวลต่อสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การเดินหน้าปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการประคองโมเมนตัมการฟื้นตัวของทิศทางเศรษฐกิจโลกได้ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำกว่าศักยภาพในระยะสั้น (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราวร้อยละ 3.0 ในปีนี้) แต่เนื่องจากระบบสถาบันการเงินของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งไม่มีปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ ขณะที่ อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ดังนั้น ไทยจึงน่าจะอยู่ในจุดที่ไม่เสี่ยงมากนักต่อกระแสความปั่นป่วนในตลาดเกิดใหม่รอบนี้ และหากไทยสามารถข้ามพ้นวิกฤตทางการเมืองไปได้ ก็คาดว่า ไทยน่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ใกล้เคียงระดับศักยภาพได้อีกครั้ง







