
หมดคู่แข่ง
ทุนต่างชาติหนี เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวลใจ หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาหลายปีได้แบบถาวร
ทุนต่างชาติหนี เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวลใจ หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาหลายปีได้แบบถาวร
พูดถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ นั้น ในปี 2556 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า มีจำนวน 1,132 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 524,768 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการลดลง 28.5% จากปี 2555 ที่มี 1,584 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนลดลง 19% จากปี 2555 ที่มีมูลค่า 647,974 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มในปีนี้ บีโอไอมองว่า ทุนญี่ปุ่นยังสนใจลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมหลักในไทยยังมีการลงทุนสูง ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนเพื่อเตรียมรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน
ส่วนปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน คือ สถานการณ์ทางการเมืองที่หากเกิดความยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะรายใหม่ที่ยังไม่เคยลงทุนในไทย
ขณะที่ไทยยังไม่รู้จะปลดล็อกการเมืองรอบนี้ยังไง ประเทศเพื่อนบ้านพากันปรับนโยบายการลงทุนกันเพื่อลดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง ดึงทุนต่างชาติกันอย่างเต็มที่
ดูกันที่ เวียดนาม ที่ได้ปรับกฎระเบียบต่างๆ ให้เป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนอีกหลายข้อที่ต้องเร่งแก้ไขต่อไป เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ดีและไม่เพียงพอ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือ การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ช้าเกินไป
แม้จะมีจุดอ่อน แต่เวียดนามมีจุดแข็งที่พร้อมขับเคี่ยวกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ เช่น การเมืองและสังคมมีเสถียรภาพดีกว่าหลายประเทศ มีเครือข่ายถนนและทางรถไฟเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค มีตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น
แถมตอนนี้ก็กำลังเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) กับบรรดาพันธมิตรอีก 11 ชาติ ซึ่งมีชาติอาเซียนร่วมวงนี้อยู่ 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ทั้งยังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับเกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (อียู) อีกต่างหาก
นอกจากนี้ เวียดนามกำลังจะปรับกฎการลงทุนอีกรอบค่ะ เพื่อหามาตรการเข้มข้นจัดการกับนักลงทุนต่างชาติที่ยื่นขอลงทุน แต่เมื่อมีปัญหาก็หนีกลับประเทศไปดื้อๆ โดยบอกว่าคราวนี้ต้องทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความรับผิดชอบมากขึ้น และทำให้มั่นใจว่าการใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ของประเทศจะต้องคุ้มค่าที่สุด
เบื้องต้นจะปรับกรอบกฎหมายสำหรับการลงทุนเอฟดีไอให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับมาตรการจูงใจทุนต่างชาติ พร้อมผลักดันให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ และสวนอุตสาหกรรมไฮเทค การกำหนดกฎระเบียบด้านปกป้องสิ่งแวดล้อมชัดเจนสมบูรณ์ รวมถึงการปรับกฎเพื่อคุมเข้มด้านอัตราแลกเปลี่ยน สินเชื่อ และนโยบายที่ดินด้วย
สำหรับเป้าหมายเอฟดีไอหลักในยุคนี้ เวียดนามบอกว่าจะเน้นดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรืออุตสาหกรรมไฮเทคที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติน้อยค่ะ เพื่อให้เหมาะกับการพัฒนาประเทศ
ฟังเป้าหมายแล้วรู้สึกคุ้นๆ ไหมคะ ว่าไปแล้วประเทศไทยก็มีแผนทำนองนี้เหมือนกันนะคะ เพียงแต่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่มีใครตัดสินใจขยับทำอะไร ถามกี่ทีก็ต้องรอรัฐบาลใหม่
แต่ถ้ามัวว้าวุ่นอยู่ในภาวะแบบนี้ไปเรื่อยๆ บอกได้เลยว่า กวาดตาไปในอาเซียน เราคงหมดคู่แข่งค่ะ เพราะใครๆ คงล้ำหน้าเราไปหมดแล้ว







