posttoday
เช็คสุขภาพเอสเอ็มอีรายภาคแนวโน้มน่าเป็นห่วง

เช็คสุขภาพเอสเอ็มอีรายภาคแนวโน้มน่าเป็นห่วง

10 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเอสเอ็มอี รายภูมิภาคอาการน่าเป็นห่วง ยอดขายหด กำไรลด ภาคใต้น่าเป็นห่วงหนักแนะภาครัฐช่วยพัฒนาศักยภาพสินค้าให้คุณภาพสูงขึ้น

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสุขภาพธุรกิจของเอสเอ็มอีในทุกภูมิภาค ในช่วงไตรมาส 4 ของ ปี 2556 พบว่า ทุกภูมิภาคมียอดขายลดลงทั้งหมด โดยภูมิภาคที่มียอดขายลดลงและน่าเป็นห่วงมากสุด คือ ภาคใต้ อยู่ในระดับ 40 รองลงมาภาคกลางระดับ 52 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60.4 ภาคเหนือ 61.2 และ กทม. และปริมณฑล 61.4

ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ พบว่า กำไรจากการขายสินค้าก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดยภาคกลางมีกำไรจากการขายสินค้า 42.8 ภาคใต้ มีกำไรจากการขายสินค้าในระดับ 45.4 รองลงมา ภาคเหนือ 49.1 กรุงเทพฯ และปริมณฑล 58.7 และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 64.2 สาเหตุที่ทำให้กำไรจากการขายสินค้าลดลง มาจากมีต้นทุนการขายสินค้าสูงขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัญหาต้นทุนต่อหน่วยสินค้าที่เพิ่มขึ้นมากนั้น ทุกภูมิภาคเห็นสอดคล้องกันว่า มีปัญหาต้นทุนการผลิตสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาก โดยภาคที่มีปัญหาต้นทุนการผลิตมากที่สุดคือ ภาคกลาง รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือ และ กทม. ปริมณฑล

ขณะที่ดัชนีความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจของเอสเอ็มอีโดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งภาคใต้ อยู่ระดับ 57.7 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนอยู่ในระดับ 51.9 รองลงมาภาคกลาง ระดับ 58.6 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ในระดับ 56.4 กรุงเทพฯ ปริมณฑลระดับ 60 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนอยู่ในระดับ 52.7 ภาคเหนือระดับ 61.2 จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 57.5 ยกเว้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในระดับ 59.7 ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ระดับ 60.1

ธนวรรธน์ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ผลการสำรวจเอสเอ็มอีที่มีดัชนีความสามารถการแข่งขันที่สูงขึ้นนั้น เป็นผลสำรวจ ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ก่อนเกิดเหตุการณ์ ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ และการใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตื่นตัวกับการปรับปรุงคุณภาพการผลิตสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทำให้ขีดความสามารถแข่งขันสูงขึ้น

“การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบ มียอดขายและกำไร ลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น สภาพคล่องลดลง” ธนวรรธน์ กล่าวคาดว่า จะส่งผลให้เอสเอ็มอี จะสามารถประคองธุรกิจให้อยู่ได้ไปอีก 4 เดือน หรือถึงครึ่งปีเท่านั้น

นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีในทุกภูมิภาคยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ มีการลงทุนด้านไอที และการวิจัยพัฒนาสินค้าอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่า เอสเอ็มอีให้ความสนใจกับการสร้างภูมิคุ้มกันของธุรกิจที่ลดลง แม้ว่า ในภาพรวมเอสเอ็มอี มีการลงทุนด้านกิจกรรมการตลาด และการพัฒนาบุคลากรเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการให้ ภาครัฐช่วยเหลือจากภาครัฐ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การส่งเสริมพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าของ ผู้ประกอบการ 2.การช่วยเหลือด้านต้นทุนของสินค้าให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นได้ 3.ช่วยเหลือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ 4.ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้รวมถึงทักษะในการบริหารจัดการธุรกิจ และ 5.ดูแลค่าเงินบาท ให้มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างไรก็ตาม การสำรวจดังกล่าว หากดัชนีมีค่าสูงกว่าระดับ 50 แสดงว่าผู้ประกอบการเห็นว่า สถานการณ์มีสุด รองมาลง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาค และ กทม. ปริมณฑล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท