
ลงทุนไทยอาการหนักการเมืองถล่มซ้ำ
วิกฤตการเมืองในประเทศที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะยุติเมื่อไร
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
วิกฤตการเมืองในประเทศที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะยุติเมื่อไร นอกจากสร้างผลกระทบในระยะสั้นกับภาคธุรกิจในแง่ยอดขายที่ลดลงไปตามความเชื่อมั่นของประชาชนแล้ว ที่ศักยภาพในการลงทุนของภาครัฐ
และเอกชนก็หดหายไปพร้อมกัน
ประเด็นใหญ่ที่สืบเนื่องจากปัญหาการเมืองอย่างหนักในขณะนี้คือ การไม่สามารถตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่เข้ามาแทนที่ชุดเก่าที่หมดวาระตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ย. 2556 เนื่องจากผู้มีอำนาจแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอ คือ นายกรัฐมนตรี และโดยตำแหน่งแล้ว ประธานและรองประธานบอร์ดบีโอไอคือนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม
ผลที่ตามมาคือ จำนวนโครงการที่ค้างอยู่รอให้บอร์ดชุดใหม่เข้ามาอนุมัติตอนนี้จ่อคิวอยู่ไม่น้อยกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นโครงการใหญ่ เพราะตามกฎหมายโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนตั้งแต่ 200 ล้านบาท ต้องให้บอร์ดอนุมัติ
แม้บีโอไอจะมีการแนะนำให้ผู้ประกอบการที่แยกลงทุนได้แยกยื่นลงทุนไม่เกินโครงการละ 200 ล้านบาท แต่ก็ยังทำได้จำกัด และแม้บีโอไอจะส่งเรื่องไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ก็ยังไม่มีการตอบกลับ ทำให้โครงการที่รออนุมัติจากบีโอไอทอดยาวออกไปไม่มีกำหนด
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะหนึ่งในบอร์ดบีโอไอชุดที่เพิ่งหมดอายุไป แสดงความเป็นห่วงเรื่องนี้ว่า มีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งจะต้องใช้เวลาอีกมากและไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไรอย่างไรนี้จะทำให้ไม่สามารถอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้
ถ้านักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์จะจบเมื่อไหร่ ก็จะหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เมื่อการลงทุนใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมลดลงก็จะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของไทยลดลง
“ตอนนี้ต้องติดตามที่บีโอไอทำหนังสือหารือไปยัง กกต. ว่าจะออกมาอย่างไร โดยเบื้องต้นทราบว่าเป็นการขอให้บอร์ดชุดเก่ากลับมาอนุมัติโครงการเก่าที่ค้างอยู่ไปก่อน โดยจะไม่ทำอะไรที่เกินกว่าขอบเขตอำนาจของขอบเขตบอร์ดชุดเก่า แต่ถ้าไม่มีการตอบรับกลับมาถ้าจำเป็นจริงๆ เอกชนก็ต้องช่วยบีโอไออีกแรงโดยการทำหนังสือไปถึง กกต. ให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าปล่อยไว้จะกระทบกับประเทศในระยะยาว” พยุงศักดิ์ กล่าว
จะเห็นได้ว่า ปัญหาการเมืองได้ฉุดลากให้การลงทุนไทยเจอกับความกดดันทั้งจากปัญหาเฉพาะหน้า และปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ประเมินไว้ว่า แนวโน้มการลงทุนเอกชนไทยใน 1-2 ปีข้างหน้า จะเติบโตได้ไม่ดีอยู่ที่ 34% นอกเหนือจากปัญหาการเมืองที่เข้ามากระทบการตัดสินใจลงทุนปีนี้แล้ว ยังพบว่าการลงทุนมีปัญหา
1.ภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะลงทุนมีสัดส่วนเพียง 15% ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมด เนื่องจากส่วนใหญ่ยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่มาก และบางอุตสาหกรรมมีสินค้าคงคลังในระดับสูง
2.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐไม่เป็นไปตามแผน ทำให้ภาคบริการอาจต้องชะลอการลงทุนหรือปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนใหม่
“คำถามสำคัญคือเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้วในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า การลงทุนภาคเอกชนจะไม่ฟื้นตัวหรือไม่ แต่เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนของไทยส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรม ภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ทั้งสองภาคธุรกิจนี้มีการลงทุนรวมกันเป็นสัดส่วนราว 56% ของการลงทุนภาคเอกชนรวม
ขณะที่ ภาคบริการ ซึ่งประกอบด้วยการขนส่ง และสื่อสารการค้าส่งและค้าปลีก โรงแรมและโรงพยาบาล มีการลงทุนแค่ 30% ของการลงทุนทั้งหมด
งานวิเคราะห์ของอีไอซี ระบุว่า จากการพิจารณาอัตราการใช้กำลังการผลิตและจำนวนสินค้าคงคลัง พบว่ามีเพียง 2 อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนในระยะเวลาอันใกล้คือกลุ่มวัสดุก่อสร้างและพลังงาน โดยทั้งสองกลุ่มมีการใช้กำลังการผลิตเกิน 65% และไม่มีการเร่งตัวของการสะสมสินค้าคงคลัง
แต่ทั้งสองกลุ่มนี้มีน้ำหนักการลงทุนเพียง 15% ของการลงทุนเอกชน
ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนเคมีภัณฑ์และวัตถุดิบที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนรวมสูงนั้น มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ค่อนข้างสูง และมีการเร่งการสะสมสินค้าคงคลังและลงทุนไปพอสมควรแล้ว
ดังนั้น การลงทุนภาคอุตสาหกรรมปีนี้จึงจะไม่สูงนัก
นี่คือปัญหาใหญ่ที่กำลังฉุดกระชากเศรษฐกิจไทย







