
กลุ่มอสังหาฯโตได้ด้วยยอดขายเดิม
สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อไม่ต่ำกว่า 36 เดือน เมื่อรวมกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ได้ฉุดยอดขายอสังหาริมทรัพย์อย่างหนัก แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ยังมียอดขายปี 2556 ที่รอรับรู้รายได้ช่วยพยุงกำไรในปี 2557 ให้ฝ่ามรสุมการเมืองไปได้
สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อไม่ต่ำกว่า 36 เดือน เมื่อรวมกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ได้ฉุดยอดขายอสังหาริมทรัพย์อย่างหนัก แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ยังมียอดขายปี 2556 ที่รอรับรู้รายได้ช่วยพยุงกำไรในปี 2557 ให้ฝ่ามรสุมการเมืองไปได้
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และบริษัท แสนสิริ (SIRI) มียอดขายที่ทรุดหนักในเดือน ม.ค. 2557 เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว PS รายงานยอดขายเดือน ม.ค. ที่ 1,257 ล้านบาท ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอดขายในเดือน ม.ค. คิดเป็นสัดส่วนเพียง 23% ของเป้ายอดขายในปี 2557 ที่ 4.1-4.5 หมื่นล้านบาท
“ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” กรรมการผู้จัดการ PS ยังยืนยันเป้าหมายยอดขายเดิม 4.1-4.5 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงยอดขายรวมในปี 2556 ที่ทำได้ 4.1 หมื่นล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 44.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.57.6% จากปีก่อน ทั้งนี้เพราะคาดว่ารายได้ส่วนใหญ่จะมาจากยอดขายที่รอรับรู้รายได้ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 3.78 หมื่นล้านบาท โดยจะรับรู้ในปีนี้เกินครึ่ง หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และส่วนที่เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะมาจากยอดขายในปีนี้
“ปัจจัยการเมืองทำให้ยอดขายเดือน ธ.ค. ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินว่ายอดรับรู้รายได้ปีนี้อาจจะเติบโตเพียง 5-10% จากปกติจะเติบโต 25% ซึ่งถือเป็นการเติบโตน้อยที่สุดหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540” ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PS กล่าว
PS ได้เลื่อนเปิดโครงการใหม่ ส่วนใหญ่ไปในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองจะหาข้อยุติได้ใน 36 เดือนนี้ จากแผนปีนี้จะเปิดตัวประมาณ 40-50 โครงการ
ด้านแผนการซื้อที่ดินเพื่อลงทุนในปีหน้า จะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ปรับลดรับกับแผนพัฒนาโครงการที่เร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต้นทุนทางการเงิน
ขณะเดียวกันยังได้ขยายโรงงานพรีคาสต์เพิ่มอีก 2 โรงงาน ที่นวนคร จ.ปทุมธานี ใช้เงินลงทุน 2,100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตบ้านเป็น 1,120 หลังต่อเดือน จากก่อนหน้านี้โรงงาน 15 ที่ อ.ลำลูกกา มีกำลังการผลิตรวม 480 หลังต่อเดือน คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในเดือน ก.ย.ปีนี้
นอกจากนี้ บริษัทจะเน้นบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อรักษาการเติบโตแบบยั่งยืน เน้นกลุ่มลูกค้าจำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยจริงที่เป็นตลาดระดับกลางล่าง
ด้าน SIRI รายงานยอดขายลดลง 15 ล้านบาท โดยยอดขายบ้านแนวราบอ่อนแอที่ 585 ล้านบาท สำหรับบ้านเดี่ยว และ 88 ล้านบาท สำหรับทาวน์เฮาส์ ในขณะที่ยอดขายคอนโดติดลบที่ 688 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายของหลายโครงการคอนโดถูกยกเลิก
SIRI ให้เหตุผลของยอดขายติดลบมาจาก
ประการแรก บริษัทเลื่อนโครงการเปิดตัวใหม่ ที่ก่อนหน้านี้มีกำหนดเปิดขายในเดือน ม.ค. เพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยจากความไม่สงบทางการเมือง
ประการที่สอง ลูกค้าขอคืนยูนิตคอนโด เนื่องจากความล่าช้าในการขออนุมัติทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม การยกเลิกส่วนใหญ่มาจาก 3 โครงการคอนโด คือ ดิ เวียง สันติธรรม ใน จ.เชียงใหม่ ดีคอนโด สุขุมวิท 109 และบ้านเพลงเพลิน ที่หัวหิน
การยกเลิกยอดขายโครงการคอนโด และบางโครงการคอนโดสร้างเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้งานในมือที่จะโอนรับรู้เป็นรายได้ในปี 2557 ลดลงเป็น 1.99 หมื่นล้านบาท จากงานในมือจำนวน 2.28 หมื่นล้านบาท ที่บริษัทประกาศเดือนก่อน
ดังนั้น สัดส่วนงานในมือรองรับยอดขายในปี 2557 ลดลงจาก 78% เป็น 68% ซึ่งหมายถึงบริษัทต้องโอนยอดขายเป็นรายได้มากขึ้นในปีนี้ หากเทียบกับเป้ารายได้อสังหาริมทรัพย์ปี 2557 ของ SIRI ที่ 3.43 หมื่นล้านบาท บริษัทมีงานในมือรองรับ 58%
เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเป็นแบรนด์เบอร์ 1 ในใจของลูกค้า ไม่เน้นเปิดโครงการใหม่มาก โดยจะเปิดตัว 19 โครงการ เป็นโครงการที่มีการซื้อที่ดินเพื่อรอการพัฒนาแล้วทั้งหมด
บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมปีนี้ไว้ 3 หมื่นล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ไว้ 3.4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปีที่ผ่านมามียอดขายที่รอรับรู้รายได้แล้วกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท เริ่มทยอยรับรู้ในปีนี้แล้ว 2.2 หมื่นล้านบาท เหลืออีกกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ที่จะรับรู้ภายในสิ้นปีนี้
บริษัทจะรักษายอดขายในตลาดต่างจังหวัด จากก่อนหน้านี้ได้ทำตลาดใน จ.ภูเก็ต เชียงใหม่ เขาใหญ่ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี โดยได้ศึกษาตลาดใหม่อีก 9 ทำเล ได้แก่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี สมุย หนองคาย สุรินทร์ กาญจนบุรี และศรีราชา เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังได้เดินหน้าธุรกิจใหม่ๆ ที่จะสร้างรายได้ระยะยาว
ขณะเดียวกันยังรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วยการเดินหน้าโรงงานพรีคาสต์เฟส 2 ที่ จ.ปทุมธานี เริ่มดำเนินการผลิตเดือน ธ.ค. 2556 ผลิตชิ้นงานพื้น คาน บันได และชิ้นงานตกแต่ง ผนังสำหรับโครงการคอนโดจากโรงงานเฟสแรกที่เริ่มผลิตเดือน มี.ค. 2555 มีกำลังการผลิตที่อยู่อาศัยแนวราบ 150 หลังต่อเดือน หรือขนาด 5.2 หมื่นตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้างบ้าน 1 หลังเฉลี่ย 7590 วัน
นอกจากนี้ ปัญหาจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ที่ส่งผลกระทบกับแผนพัฒนาโครงการโดยเฉพาะคอนโด ทำให้ต่อไปโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวต้องผ่านการขออนุญาตอีไอเอ รวมไปถึงจะไม่เน้นการซื้อที่ดินไว้นานเกิน 3 ปี ส่วนใหญ่จะพัฒนาทันที
ปี 2556 บริษัทพลาดเป้ายอดขาย ทำได้เพียง 4.22 หมื่นล้านบาท จากเป้ายอดขาย 4.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดรับรู้รายได้ช่วง 9 เดือนแรกปีก่อน (ม.ค.-ต.ค.) จำนวน 2 หมื่นล้านบาท
“อดิศร ธนนันท์นราพูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ได้ลดเป้ายอดขายให้เติบโตเหลือเพียง 6% หรือมีมูลค่าขาย 3.2 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 15% นอกจากนั้นยังตั้งเป้ารายได้ปีนี้อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน โดยเป็นยอดโอนรับรู้รายได้ที่ 6,000-7,000 ล้านบาท จากงานในมือมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท
LH มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ 21 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับในไตรมาสแรกปี 2557 มีแผนจะเปิดโครงการแนวราบจำนวน 45 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกการเปิดโครงการใหม่อาจจะไม่มีจำนวนมากนัก ทั้งนี้จะไปเน้นเปิดโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง เพื่อรอดูสถานการณ์การเมือง
นอกจากนี้ ยังปรับกระบวนการผลิตในแต่ละโครงการใหม่ โดยบริหารการผลิตที่อยู่อาศัยให้สอดรับกับความต้องการจริง
“ในภาวะเช่นนี้การถือเงินสดและมีสภาพคล่องที่ดีถือเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การเดินหน้าลงทุนใหม่ๆ ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทได้เตรียมเงินสดเพื่อลงทุนไว้ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับซื้อที่ดิน 7,000 ล้านบาท และเงินลงทุนเพื่อพัฒนาหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่าอีก 2,000 ล้านบาท”
บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นครึ่งปีแรก 4,000 ล้านบาท และครึ่งปีหลัง 4,000 ล้านบาท และยังมีแผนที่จะนำโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าบางโครงการมาตั้งเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกอง REIT เพื่อจำหน่ายให้นักลงทุน
“โอภาส ศรีพยัคฆ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN กล่าวว่า จากการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และสถานการณ์การเมือง เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง
ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ 2.64 หมื่นล้านบาท และรับรู้รายได้ที่ 1.52 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโต 10% จากปี 2556 ที่มียอดขาย 2.43 หมื่นล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 2556 จำนวน 28%
ทั้งนี้ ยอดจอง 2 โครงการ ได้แก่ ลุมพินีวิลล์ อ่อนนุช 46 จำนวน 1,450 ยูนิต มูลค่า 1,400 ล้านบาท ลุมพินีวิลล์ อ่อนนุชพัฒนาการ จำนวน 1,600 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท ขายได้ล่าช้า แต่สามารถทำได้แล้ว 50%
บริษัทมีแผนเปิดตัวทั้งสิ้น 12 โครงการ โดยโครงการส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก รวมถึงโครงการที่อยู่ในต่างจังหวัด เช่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ และชลบุรี รวมมูลค่า 2.07 หมื่นล้านบาท และถือเป็นปีแรกที่บริษัทสามารถหาที่ดินรองรับการพัฒนาได้ครบทั้งหมดพร้อมที่จะเปิดตัว โดยในไตรมาสแรกปีนี้จะเปิดตัวทั้งสิ้น 5 โครงการ
สำหรับปี 2556 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวทั้งสิ้น 10 โครงการ รวมมูลค่า 1.92 หมื่นล้านบาท และสามารถส่งมอบได้ 8 โครงการ รวมมูลค่า 1.44 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือคิดเป็นมูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท







