
ต่างชาติไม่รีบเทกฯ
ครึ่งปีนี้คงไม่เห็นธุรกรรมซื้อกิจการบริษัทไทยไม่ใหญ่จริงชะลอลงทุนนอก
ครึ่งปีนี้คงไม่เห็นธุรกรรมซื้อกิจการบริษัทไทยไม่ใหญ่จริงชะลอลงทุนนอก
PWC ชี้การลงทุนเงียบทั้งต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการและคนไทยออกไปลงทุนเมืองนอกสะดุดการเมือง
นายขจรเกียรติ อรุณไพโรจนกุล หุ้นส่วน บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (ประเทศไทย) หรือ PWC เปิดเผยว่า ขณะนี้ลูกค้าของ PWC ที่มีแผนจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจค้าปลีก พลังงาน อุตสาหกรรม และบริษัทต่างประเทศที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย ส่วนใหญ่ให้ความสนใจสถาบันการเงิน อาหาร และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ต่างชะลอแผนการลงทุนออกไป
สาเหตุหลักมาจากประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้ทุกคนต่างเฝ้ารอดูเหตุการณ์ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ที่มีแผนลงทุนที่มีเกี่ยวกับนโยบายของภาครัฐ จำเป็นต้องชะลอออกไปก่อนเพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายของประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
“ขณะนี้ทั้งขาเข้าและขาออกต่างชะลอทั้งสองขา เพราะปัญหาการเมือง แต่ในส่วนภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีทุนหนายังเห็นว่าเดินหน้าตามแผน เพราะเห็นในประเทศมีความวุ่นวาย การไปลงทุนต่างประเทศถือเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่บรรดาเงินทุนขนาดเล็กต้องคิดหนัก รอดูการเมืองก่อน ยิ่งเป็นธุรกิจอะไรที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลต้องคิดหนัก” นายขจรเกียรติ กล่าว
หุ้นส่วน PWC กล่าวอีกว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนชะลอไปสักพัก เชื่อว่าอย่างน้อยครึ่งแรกของปีนี้คงยังไม่ค่อยเห็นธุรกรรมใดเกิดขึ้นได้
สำหรับภาพรวมการแข่งขันของบริษัทตรวจสอบบัญชี ค่อนข้างจะรุนแรงด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขยายตัวมาก ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดมีมาก ไม่เพียงแต่บริษัทที่เรียกว่าเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีสี่อันดับแรกของโลก (บิ๊กโฟร์) แล้ว ยังมีบริษัทตรวจสอบบัญชีอันดับรองลงมา ซึ่งมีชื่อในระดับสากลและบริษัทตรวจสอบบัญชีในประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม PWC ประเทศไทยได้มีความร่วมมือกับ PWC ในมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ผนึกกำลังกันเพื่อให้บริการลูกค้าที่มีความต้องการไปลงทุนต่างประเทศจะได้ไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษา เพราะมองว่าภายหลังการเปิดเออีซี ตลาดการลงทุนจะไม่ได้หยุดเพียงคนไทย ขณะเดียวกันยังคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับ PWC ในลาวและกัมพูชาอีกด้วย
ปัจจุบัน PWC มีลูกค้าที่มาใช้บริการตรวจสอบบัญชี 2,000 แห่ง ในจำนวนนี้ได้นับรวมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย หากคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดในแง่จำนวนบริษัทคงไม่มาก แต่หากคิดเป็นส่วนแบ่งจากมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) จะคิดเป็นสัดส่วน 2030% ของมาร์เก็ตแคปในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 11.49 ล้านล้านบาท
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบริษัทหลายแห่งที่ประกาศแผนการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่มซิติกยักษ์ใหญ่ของจีน ยื่นเอกสารร่วมประมูลโครงการสัมปทานเดินรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงปักกิ่ง สาย 16 ระยะเวลา 30 ปี คาดว่าจะประกาศผลในอีกประมาณ 3 เดือน ซึ่งหากชนะจะต้องลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นล้านหยวนจีน หรือประมาณ 8.12 หมื่นล้านบาท เพื่อแลกกับรายได้ 3 ส่วน ได้แก่ ค่าโดยสารจากการเดินรถ เงินสนับสนุนจากภาครัฐ และสิทธิในการจัดหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อื่นๆ







