
ไทยแลนด์ โมบายเอ็กซ์โปกระตุ้นมือถือฝ่ามรสุมการเมือง
พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
งานมหกรรมสินค้ามือถือ ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป หรือทีเอ็มอี ที่จัดขึ้นวันที่ 1316 ก.พ.นี้ ดูเหมือนว่าเป็นการจัดงานแบบฝ่ากลางม็อบที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพราะอยู่ใกล้เวทีชุมนุมที่อโศกแค่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีเดียวเท่านั้น ทั้งที่หลายต่อหลายงาน เลือกจะเลื่อนหรือขยับเวลาการจัดออกไปเพราะหวั่นว่าอาจเกิดผลกระทบได้ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ก็ในเมื่อมวลมหาประชาชนมาแรงกันขนาดนั้น เป็นใครก็คงอยากจะหลีกทางให้
แต่กระนั้น โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น หัวเรือใหญ่ในการจัดงานทีเอ็มอี ยืนยันว่า พร้อมจัดงานท่ามกลางการชุมนุมทางการเมือง หลังจากที่หารือกับหลากหลายแบรนด์มือถือในตลาดแล้ว มีความเห็นตรงกันว่า สภาพเศรษฐกิจไม่ดีและความไม่ปกติทางการเมือง ทำให้ยอดขายลดลงกันถ้วนหน้าตั้งแต่เดือน พ.ย. 2556 ถึง ม.ค. 2557 ดังนั้นงานทีเอ็มอีครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมาก
นั่นเพราะหากใครที่ติดตามข่าวสารต่างประเทศเป็นประจำจะรู้ว่าช่วงเดือน ก.พ. จะมีงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส นำเสนออุปกรณ์โมบาย ทั้งมือถือและแท็บเล็ตรวมถึงอุปกรณ์พกพาอื่นๆ รุ่นใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และเข้าสู่ตลาดตั้งแต่เดือน มี.ค.เม.ย. เป็นต้นไป แสดงว่าตั้งแต่ปลายปีถึงต้นปี เป็นช่วงที่ต้องขายสินค้ารุ่นเดิมให้หมด เพื่อเตรียมรับสินค้าใหม่ที่จะเข้าตลาด
แต่จากการสำรวจตลาดโทรศัพท์มือถือ ดีลเลอร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ของเดิมยังขายได้ลำบาก ถ้าของใหม่มาอีกจะทำอย่างไรกับสินค้าเดิมที่มีอยู่ ดังนั้นในงานทีเอ็มอีครั้งนี้ จึงไม่ใช่งานเปิดตัวสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หรือแฟ็บเล็ตใหม่ แต่เป็นการระบายสินค้าที่อั้นมา 23 เดือน เพื่อเตรียมรับสินค้ารุ่นใหม่ในอีก 23 เดือนข้างหน้ามากกว่า ยิ่งเมื่อสำรวจชีพจรแล้ว มีสินค้าใหม่มาเปิดตัวลดลงประมาณ 50% จากงานครั้งก่อน
“ว่ากันตามตรงธุรกิจโทรศัพท์มือถือจะอยู่รอดได้ต้องมีการบริหารสินค้าคงคลังที่ดี ต้องขายของเดิมรับของรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อไรที่เกิดการชอร์ต ด้วยผลกระทบจากสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ทำให้ยอดขายหายไป 3040% ทั้งที่ดูความต้องการของผู้บริโภค ความรู้สึกอยากเปลี่ยนเครื่อง หรือเงินในกระเป๋า ยังมีอยู่เป็นปกติ แต่บรรยากาศในการซื้อขายไม่มี งานทีเอ็มอีครั้งนี้ ต้องออกมาแก้ปัญหาดังกล่าว” โอภาส กล่าว
หากถามว่างานล้างสต๊อกแบบนี้ เหมาะกับการไปช็อปหรือไม่ โอภาสบอกว่า ใครที่คิดจะซื้อสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์แกดเจ็ตอื่นๆ ให้ไปที่งานนี้ได้เลย เพราะมีโปรโมชั่นแรงๆ รออยู่ ถ้าไม่แรงก็คงไม่สามารถกระตุ้นบรรยากาศซื้อขายให้เกิดขึ้นได้ ดัชนีชี้วัดในงานนี้จะพิสูจน์ว่าธุรกิจมือถือจะฝ่าผ่านม็อบไปได้หรือไม่ เพราะถ้าในงานไม่แรงหรือขายไม่ได้ นอกงานก็ยากที่จะขายได้ยิ่งกว่า
ส่วนการจัดงานที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใกล้กับจุดชุมนุมเวทีอโศก ซึ่งช่วงวันศุกร์อาทิตย์ เป็นเวลาที่มีการรวมตัวกันมากกว่าวันธรรมดา ทีเอ็มอีเห็นว่าเป็นโอกาสเชิงบวกที่กลุ่มผู้ชุมนุมอาจอาศัยเวลาบางช่วงแวะมาเดินเล่นในงานเพื่อช็อปอุปกรณ์มือถือไปใช้ในม็อบก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
สำหรับโปรโมชั่นแรงๆ ที่คาดว่าจะมีให้เห็นและเริ่มโผล่มาให้ชิมลางกันแล้ว เช่น เลอโนโวที่ร่วมมือกับทรูมูฟเอช ลดราคาเครื่อง 50% แลกกับสัญญาการใช้งาน ซึ่งถือว่าดึงดูดใจอยู่ไม่น้อย หรือการหวนคืนตลาดของแบรนด์อัลคาเทล ที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ใหม่เข้ามาสร้างสีสันด้วยราคา 1,990 บาท เป็นราคาเปิดตัว และอาจจะลดลงอีกภายในงาน อาจเป็นราคาสมาร์ทโฟนที่ต่ำที่สุดเลยก็ว่าได้ หรือแอลจี ที่จะเปิดตัวแอลจี จีเฟล็กซ์ สมาร์ทโฟนขนาด 6 นิ้วที่เป็นหน้าจอโค้ง ราคากว่า 2 หมื่นบาท เข้ามาให้จับจองเป็นเจ้าของเครื่องแรกของประเทศไทย หรือใครที่ชื่นชอบเอชทีซี และเห็นว่าแบรนด์นี้ค่อนข้างจะเงียบไปในปีที่ผ่านมา สามารถมาติดตามความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ได้ในงานนี้เช่นกัน
โอภาส กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งความน่าสนใจในงานคือ อุปกรณ์สวมใส่หรือ Wearable Device และกระแสการปั่นจักรยานทั้งเพื่อสุขภาพและการแข่งขัน ที่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งทั้งสองเรื่องมีการนำมาผนวกเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน โดยเจ้าตลาดทั้งแอปเปิลและซัมซุง ต่างมองเห็นและเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในเร็วๆ นี้ เช่น ไอวอช ซัมซุง เอส เฮลท์ เป็นต้น เชื่อว่าแบรนด์อื่นๆ จะทยอยออกสินค้าตามมาอย่างแน่นอน
“เดิมอาจจะเห็นอุปกรณ์เหล่านี้จากแบรนด์กีฬาต่างๆ แต่จากนี้แบรนด์สมาร์ทโฟนจะขยับเข้ามาทำอุปกรณ์สวมใส่พวกนี้มากขึ้น และจะเชื่อมการทำงานเข้ากับสมาร์ทโฟนให้เป็นศูนย์กลางการแสดงข้อมูล ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ การเผาผลาญแคลลอรี เรียกว่าตอบสนองเรื่องการใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจะมีในงานทีเอ็มอีเพื่อสร้างสีสัน โดยราคาจะอยู่ระหว่าง 2,000–4,000 บาท
นี่ยังเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น คาดว่ากลางสัปดาห์นี้จะเห็นโปรโมชั่นแรงๆ ชัดๆ มากขึ้น เพราะตอนนี้ต่างฝ่ายต่างยังกั๊กไว้จนกว่าจะถึงวันงานจริง เนื่องจากเกรงว่าโปรโมชั่นของคู่แข่งจะแรงกว่า จึงเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ถึงเวลาซื้ออุปกรณ์ใหม่ได้ เมื่อคนอยากขายจัดหนักจัดเต็มแบบนี้ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีไม่ต้องเป็นห่วง รับประกันได้ว่า ถึงรุ่นใหม่จะออกมาตามมาในอีก 23 เดือนข้างหน้า ก็ไม่แตกต่างจนต่อไม่ติด
ว่าไปแล้วนี่จึงเป็นงานล้างสต๊อกมือถือ ที่เป็นบทพิสูจน์ว่าธุรกิจนี้จะกระตุ้นยอดขายฝ่าความแรงของม็อบการเมืองไปได้หรือไม่







