
2557 ปีแห่งเหรียญสหรัฐแข็งค่าจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจากจีนและสหรัฐในสัปดาห์นี้
ในสัปดาห์นี้เรามองว่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.70-33.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าการเคลื่อนไหวของเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากนักลงทุนเริ่มชาชินและได้ปรับตัวกับปัญหาการเมืองของไทยที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องไปบ้างแล้ว โดยปัจจัยที่ตลาดน่าจะให้การจับตามองส่วนใหญ่ เป็นข้อมูลเศรษฐกิจจากทั้งจีนและสหรัฐ ตลาดจีนเริ่มเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันตรุษจีน โดยสัปดาห์นี้ ตัวเลขสำคัญที่จะมีการรายงาน คือ ตัวเลขการส่งออก และตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของจีนเดือน ม.ค. ขณะที่ในส่วนของสหรัฐ ตัวเลขที่น่าติดตาม คือ ยอดค้าปลีก การขอเข้ารับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ในสัปดาห์นี้เรามองว่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.70-33.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าการเคลื่อนไหวของเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากนักลงทุนเริ่มชาชินและได้ปรับตัวกับปัญหาการเมืองของไทยที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องไปบ้างแล้ว โดยปัจจัยที่ตลาดน่าจะให้การจับตามองส่วนใหญ่ เป็นข้อมูลเศรษฐกิจจากทั้งจีนและสหรัฐ ตลาดจีนเริ่มเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันตรุษจีน โดยสัปดาห์นี้ ตัวเลขสำคัญที่จะมีการรายงาน คือ ตัวเลขการส่งออก และตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของจีนเดือน ม.ค. ขณะที่ในส่วนของสหรัฐ ตัวเลขที่น่าติดตาม คือ ยอดค้าปลีก การขอเข้ารับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของเงินบาทถือว่าค่อนข้างผิดไปจากการคาดการณ์ของเรา โดยหลังจากที่ตลาดปรับลดความกังวลต่อประเทศในตลาดเกิดใหม่ ทำให้เห็นแรงซื้อคืนจากนักลงทุนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียโดยรวม รวมถึงค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง ขณะเดียวกันปัจจัยในประเทศจากการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านพ้นไปโดยปราศจากความรุนแรง ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลและหนุนเงินบาทให้ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราสามารถสังเกตได้คือ การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินในเอเชียนั้นเป็นไปได้อย่างจำกัด เนื่องจากความเห็นของนักวิเคราะห์โดยรวมยังมองว่าในปีนี้ น่าจะเป็นปีที่เหรียญสหรัฐอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้น จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ประกอบกับการคาดการณ์เกี่ยวกับการลดมาตรการ QE ที่น่าจะมีการปรับลดต่อเนื่องตลอดปีนี้ ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงไม่ได้เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เอเชียมากนัก ขณะที่หลายๆ เศรษฐกิจในเอเชียเองยังมีปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ ไม่สนับสนุนการแข็งค่าของค่าเงินนัก
สำหรับในกรณีของไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน เมื่อปลายเดือน ม.ค. ว่า หากปัจจัยการเมืองยังยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากเท่าที่ควร ขณะที่ปัจจัยในประเทศเองยังอ่อนแอ ประกอบกับความมั่นใจภาคเอกชนที่ปรับแย่ลงต่อเนื่อง และนอกจากการประเมินความจำเป็นของการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม กนง.เองยังมีการพิจารณาถึงประเด็นประสิทธิภาพและกรอบเวลาที่เหมาะสมในการใช้นโยบายการเงินอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า กนง.ยังให้น้ำหนักเรื่องความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกอยู่
นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิต Fitch ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวในรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยว่า ความยืดเยื้อของการเมืองไทยอาจมีผลลบระยะยาวต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านการเงินเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีอันดับเครดิตเดียวกัน โดย ณ ปัจจุบัน Fitch ให้อันดับเครดิตไทยที่ระดับลงทุนได้ (Investment grade) ที่ระดับ BBB+ นี่ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของประเทศไทย
ทางด้านเงินทุน ตลาดไทยยังได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนต่างชาติ โดยยังเห็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เป็นจำนวน 1.06 และ 1.17 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดสัปดาห์ระหว่าง 32.71-32.96 และมาปิดตลาดช่วงปลายสัปดาห์ที่ 32.79 (เวลาประมาณ 17.30 น.)







