
พิษม็อบศก.โลกฉุดสินเชื่อ
แบงก์ชาติห่วงขยายได้ต่ำกว่า10% เกาะติดหนี้เสียในระบบหวั่นพุ่งลิ่ว
โพสต์ทูเดย์
— ธปท. ห่วงผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกกับปัญหาทางการเมืองของไทยฉุดสินเชื่อในระบบธนาคารปีนี้อาจจะขยายตัวไม่ถึง 10%นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน อาจส่งผลต่อภาพรวมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบให้ขยายตัวได้ไม่เต็มที่ตามเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ว่าจะขยายตัวถึง 10% แม้ว่าปัจจุบันความชัดเจนของการฟื้นตัวทั้งจากเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศจะมีมากขึ้นก็ตาม
สำหรับภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ปีนี้ ธปท.ยังมั่นใจว่าจะปรับตัวเป็นบวกได้ เห็นได้จากช่วงไตรมาส 1/2553 สินเชื่อทั้งระบบมีอัตราการเติบโตถึง 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ติดลบ 1.8% สะท้อนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีต่อเนื่อง
“
เชื่อว่าภาพรวมของสินเชื่อในปี 2553 จะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว และปรับตัวเป็นบวกอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าปัญหาการเมืองจะจบเร็วแค่ไหน ถ้าจบได้เร็ว สินเชื่อก็น่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่แบงก์พาณิชย์ส่วนใหญ่ประเมินกันไว้” นางนวอร กล่าวสำหรับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากผลกระทบของการชุมนุมทางการเมือง คงต้องติดตามดูตัวเลขในอีก 23 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินว่าได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่หากพิจารณาจากยอดเอ็นพีแอลล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค. 2553 จะเห็นว่าจำนวนเอ็นพีแอลมีการลดลงต่อเนื่อง
นางนวอร กล่าวว่า ไตรมาส 1/2553 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมียอดเอ็นพีแอลคงค้างอยู่ที่ 3.71 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2552 จำนวน 4,800 ล้านบาท ส่งผลให้เอ็นพีแอลก่อนหักสำรอง (Gross NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.6% และเป็นเอ็นพีแอลสุทธิ (Net NPL) อยู่ที่ 2.5% ซึ่งการลดลงดังกล่าวเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินเป็นสำคัญ
“
ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นจะทำให้เอ็นพีแอลจากนี้ไปเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น คงต้องติดตามดูในอีก 23 เดือนข้างหน้า เพียงแต่มีข้อสังเกตว่า ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเองก็เจอกับปัญหาการเมืองมาโดยตลอด แต่ตัวเลขเอ็นพีแอลก็สามารถลดลงได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคเอกชนเองมีการปรับตัวรับมือได้เป็นอย่างดี ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็มีความระวังในการปล่อยสินเชื่อที่มากขึ้น” นางนวอร กล่าวด้านผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ไตรมาส 1/2553 มีกำไรสุทธิรวม 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าจำนวน 2,100 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับและเงินปันผลสุทธิต่อสินทรัพย์เสี่ยง (NIM) ลดลงเล็กน้อยจาก 2.9% ในปี 2552 มาอยู่ที่ 2.8% ในไตรมาส 1/2553
ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA) ซึ่งเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 1% ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะเงินกองทุนทรงตัวในระดับสูง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 16% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Teir 1 Ratio) อยู่ที่ 12.5%
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อจะพบว่าธนาคารกรุงเทพตั้งเป้าหมายการปล่อยกู้ไว้ 5% จะมีกำไรสุทธิประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ธนาคารซีไอเอ็มบีตั้งเป้าสินเชื่อไว้ว่าจะเติบโต 812% หรือ 1 หมื่นล้านบาท หลังจากไตรมาสแรกปล่อยกู้ไปแล้วโกย 2,000 ล้านบาท ด้านธนาคารกรุงไทยนั้นได้ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้ไว้ที่ 7% และอาจจะปรับสินเชื่อขึ้นมาเป็นเลข 2 หลัก และน่าจะมีกำไรประมาณ 1.31.5 หมื่นล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์นั้นตั้งเป้าจะปล่อยกู้ไว้ 812% มีกำไร 2.4 หมื่นล้านบาท และธนาคารกสิกรไทยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเกอร์ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อที่แข็งแกร่งอัตราการเติบโตของสินเชื่อและการทำกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ยังมีสัญญาณที่ดี โดยสินเชื่อน่าจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงที่ธุรกิจต้องการใช้สินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคส่งออก จึงคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของธนาคารจะขยายตัว 22.2% ในปี 2553 เทียบกับการเติบโต 4.6% ในปี 2552 โดยสินเชื่อทั้งปีคาดว่าจะเติบโต 7.9%







