
แก้จราจร-ก่อนจลาจล
ปัญหาจราจรเป็นหนึ่งในเรื่องปวดหัวลำดับต้นๆ ของแทบทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ที่วางแผนเรื่องนี้ค่อนข้างดี ทั้งระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ระบบผังเมืองที่ดี และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
ปัญหาจราจรเป็นหนึ่งในเรื่องปวดหัวลำดับต้นๆ ของแทบทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ที่วางแผนเรื่องนี้ค่อนข้างดี ทั้งระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ระบบผังเมืองที่ดี และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
นอกเหนือจากปัญหารถติดเข้าขั้นวินาศ สันตะโร โดยเฉพาะในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่ต่างมีดีกรีระดับโลก อีกปัญหาที่กำลังน่าเป็นห่วงในภูมิภาคนี้ คือ อุบัติเหตุบนท้องถนนที่คร่าชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดูอย่างกรณีของไทย สถิติขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในปี 2556 จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยอยู่ที่ปีละราว 2.6 หมื่นคน หรือคิดเป็นอัตราตาย 38.1 คนต่อประชากรแสนคน ติดอันดับต้นๆ ของโลก
เวียดนามก็ไม่น้อยหน้า ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ฟิแลนโทรฟีส์ พบว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสาเหตุเดียวกันอยู่ที่ 1.4 หมื่นคน ติดท็อป 10 ของประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากสุด เพิ่มจากเมื่อปี 2555 ที่ 7,000 คน
ทางการเวียดนามจึงเริ่มงัดมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษ
ไล่ตั้งแต่การจำกัดจำนวนรถยนต์ในเขตเมือง การลงทุนสร้างทางเท้า ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงปรับเปลี่ยนเวลาเรียนและทำงานในบางพื้นที่ เพื่อลดความแออัดของรถในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยเตรียมขยายโครงการจากที่นำร่องในกรุงฮานอยไปยังโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นกว่า 7 ล้านครัวเรือน
รัฐบาลเวียดนามคาดหวังว่าแนวคิดปรับเปลี่ยนเวลาเรียนและทำงานในบางพื้นที่ จะช่วยลดอุบัติเหตุบนถนนลงได้ 10% และบรรเทาปัญหารถติดได้ 30% แม้อาจทำให้ชาวเวียดนามบางส่วนไม่สะดวก แต่ชาวบ้านกลับคิดว่าเป็นนโยบายขำๆ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็กำลังก่อสร้างรถไฟ ใต้ดินสายแรก คาดว่าจะเปิดใช้ได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถประจำทางมากขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอให้ลดค่าโดยสารและจัดหาที่จอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน
อีกหนึ่งความมุ่งหวังของทางการเวียดนาม คือ แก้ปัญหามลพิษที่กระทบคนเวียดนามแบบเต็มๆ เพราะความนิยมซื้อมอเตอร์ไซค์มากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ปลาบปลื้มรถยนต์ ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในเวียดนามเสี่ยงกับมลพิษมากกว่า โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจอย่างฮานอยและโฮจิมินห์
มองเวียดนามแล้วย้อนมองไทย ปัญหา “จราจร” ใกล้ “จลาจล” เข้าไปทุกที เมื่อไรเราจะเอาจริงกับเรื่องนี้เสียที ไม่ใช่ออกนโยบายประชานิยมมาซ้ำเติมปัญหาที่หนักอยู่แล้ว







