
หวั่นวอลุ่มพลาดเป้า
จรัมพรยันทบทวนหลังจบครึ่งปีแรกเอเซียพลัสคาดต่างชาติเทขายหมดี
จรัมพรยันทบทวนหลังจบครึ่งปีแรกเอเซียพลัสคาดต่างชาติเทขายหมดี
ตลท.คาดเป้าวอลุ่มเทรดหด เล็งลดหลังครึ่งปีแรก เอเซีย พลัส คาดต่างชาติทิ้งขายหุ้นหมด
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จะทบทวนลดเป้าหมายมูลค่าการซื้อขายหุ้นหลังจบครึ่งแรกปีนี้ จนถึงขณะนี้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2557 อยู่ที่กว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ปี 2557 น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน มูลค่าการซื้อขายไม่ได้สูงตามที่คาด และประเมินว่าตลอดปีนี้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอาจอยู่ที่ระดับ 4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งแรกของปีนี้คาดว่าตลาดหุ้นน่าจะผันผวน
สำหรับเป้าหมายด้านอื่น น่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นเข้าใหม่ (ไอพีโอ) 2.1 แสนล้านบาท และมูลค่าการระดมทุนในตลาดรอง 1.8 แสนล้านบาท ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธ.ค. 2556 มีหุ้นไอพีโอเข้าตลาดมากที่สุด สวนทางกับภาวะตลาด สะท้อนให้เห็นว่า หุ้นไอพีโอไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับดัชนีหุ้น
นายจรัมพร กล่าวว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติระยะนี้ที่เห็นสูงถึง 2.4 หมื่นล้านบาทนั้น เกิดจากปัจจัยในประเทศ กรณีการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่มีปัญหา
“เราเจอ 2 เด้ง ทั้งการเมืองในประเทศและปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่ แต่แรงขายของนักลงทุนต่างชาตินั้นเกิดขึ้นทั้งภูมิภาค และหากเปรียบเทียบแล้วขายหุ้นไทยน้อยกว่าเพื่อนบ้าน” นายจรัมพร กล่าว
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันลดลง 1.4% น้อยกว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ ลดลงแล้ว 6% มาเลเซียลดลง 4%
ขณะเดียวกัน อัตราราคาหุ้นเทียบกับคาดการณ์กำไร (Forward P/E) ของตลาดหุ้นไทยขณะนี้อยู่ที่ 11.8 เท่า อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านที่อยู่ในช่วง 13-15 เท่า โดยอินโดนีเซียอยู่ที่ 13.12 เท่า ฟิลิปปินส์ 16.7 เท่า มาเลเซีย 15.7 เท่า และสิงคโปร์ 13 เท่า ถือว่าเป็นจังหวะดีที่จะเข้าลงทุนในหุ้นไทย
นายจรัมพร กล่าวว่า ตลท.ได้ชะลอการออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ต่างประเทศ จากกำหนดการโรดโชว์ไปออสเตรเลียในเดือน มี.ค.นี้ รวมถึงมินิไทยแลนด์โฟกัส เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อรอให้สถานการณ์ชัดเจนกว่านี้
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า สถานการณ์การเมืองยังกดดันให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินลงทุนที่เคยซื้อสะสมเข้ามาตั้งแต่ช่วงปี 2552 จนมีมูลค่าตลาดสูงสุดที่ 3.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันได้ลดลงมาเหลือ 5.2 หมื่นล้านบาท และมีโอกาสขายออกหมด เหมือนพฤติกรรมการซื้อขายรอบปี 2548-2551
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของเงินทุนยังคงไหลออกจากภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ในทิศทางเดียวกับตลาดตราสารหนี้ของไทย ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมาอีก 8,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน ทำให้ยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี อยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท แม้ว่าต่างชาติจะขายหุ้นไทยถึง 9 วันติดต่อกัน รวมกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วง 3 วันหลังสุด (จาก 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐมาเป็น 32.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) เชื่อว่าน่าจะเกิดเพียงระยะสั้นและคาดว่า เงินทุนที่ไหลออกต่อเนื่อง จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า
ล่าสุด นักลงทุนต่างชาติยังเทขายหุ้นไทยอีก 2,293 ล้านบาท ผสมโรงด้วยนักลงทุนในประเทศขาย 186 ล้านบาทแต่มีแรงซื้อจากสถาบันในประเทศและบัญชี บล.ที่ 1,079 ล้านบาท และ 1,400 ล้านบาทตามลำดับ ทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้น 14.99 จุด หรือ 1.17% มาปิดที่ 1,295.24 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายเพียง 26,465.16 ล้านบาท







