posttoday
ยุทธศาสตร์การถอยสี่ขั้น

ยุทธศาสตร์การถอยสี่ขั้น

07 กุมภาพันธ์ 2557

ผมเคยเขียนบทความว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์การถอยไว้ตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ไม่คิดว่าจะกลับมาใช้ได้อีกในปี 2557 เมื่อเศรษฐกิจกำลังถดถอยและมีความเสี่ยงที่จะเดินเข้าสู่วิกฤตได้ในเวลาห่างกัน 17 ปี

ผมเคยเขียนบทความว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์การถอยไว้ตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ไม่คิดว่าจะกลับมาใช้ได้อีกในปี 2557 เมื่อเศรษฐกิจกำลังถดถอยและมีความเสี่ยงที่จะเดินเข้าสู่วิกฤตได้ในเวลาห่างกัน 17 ปี

ธุรกิจทุกธุรกิจมีทั้งขึ้นและลง เมื่อขึ้นมากก็ลงมาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน ซึ่งประเมินกันว่าวัฏจักรของธุรกิจจะขึ้นลงเป็นลูกคลื่นประมาณ 5 ปีครั้ง เศรษฐกิจของไทยก็เช่นกันหนีไม่พ้นวัฏจักรขึ้นและลง อย่างในสมัยท่านนายกฯ เปรม เศรษฐกิจตกต่ำต้องรัดเข็มขัดถ้วนหน้าพอมาในยุคนายกฯ ชาติชาย (เกือบ 10 ปีต่อมา) เศรษฐกิจก็ถูกกระตุ้นให้ก้าวกระโดด และแตกออกเป็นฟองสบู่ในระยะเกือบ 10 ปี อีกเช่นกัน

ปัจจัยการถดถอยของเศรษฐกิจในครั้งนั้นหลายคนโทษการบริหารเงิน แต่นักวิเคราะห์อีกกลุ่มกลับวิพากษ์ว่า เป็นเพราะ “การบริหารเศรษฐกิจการคลังของประเทศอย่างขาดประสิทธิภาพ” อีกทั้งระบบการเมืองของเราแปรปรวน รวมทั้งผู้บริหารประเทศขาดความรู้ความเข้าใจที่ดี จึงทำให้สภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศพุ่งต่ำลงอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยอย่างมากเช่นนี้ ทุกธุรกิจถูกกระทบไปหมดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นสาขาที่ใหญ่เกือบที่สุดในประเทศ มูลค่ารวมค้าขายอย่างต่ำ 5 แสนล้านบาท ครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งระบบ ใช้เงินกู้อย่างมากไม่ต่ำกว่า 34 แสนล้านบาท และสร้างระบบเงินออมเพื่อซื้อบ้านอีกปีละไม่ต่ำกว่าอีก 5 แสนล้านบาท(เป็นการส่งเสริมการออมทางอ้อม)

นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการสร้างงานร่วม 10 ล้านบาท ใช้วัสดุในประเทศร่วม 95% แม้สาขานี้มีความสำคัญเช่นนี้ แต่ผู้บริหารเศรษฐกิจการคลังเช่นธนาคารชาติก็ยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่า “ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ไม่เพิ่มผลผลิต”

ผู้ประกอบการซึ่งมีทั้งยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น 44 บริษัท (อย่างน้อย 78 บริษัท มูลค่าหุ้นต่ำกว่าพาร์) ทุกบริษัทปีนี้จะขาดทุน นอกจากจะตบแต่งบัญชีหรือตัดสินทรัพย์เช่นที่ดินออกขาย เพื่อเพิ่มรายได้ บริษัทขนาดใหญ่นอกตลาดหุ้น ก็ถูกระทบน้อยหน่อย บริษัทขนาดเล็กถูกกระทบมานานแล้ว และหลายบริษัทยังปิดกิจการไปล่วงหน้าแล้ว

จากประมาณการเบื้องต้น จะพบว่าในปีนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกบริษัทผลประกอบการจะลดต่ำลงไม่ต่ำกว่า 3050% ตลาดบ้านในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีผลผลิตปีละประมาณ 100,000 ยูนิต ปีนี้รับรองได้ว่าไม่ถึง 75,000 ยูนิต ต่างจังหวัดอีก 70 จังหวัด อีก 100,000 ยูนิตจะลดลงเหลือไม่ถึง 50,000 ยูนิต (ทั้งๆ ที่ความต้องการในต่างจังหวัดมีมาก แต่ระบบการเงินที่ถูกกดต่ำ และกระแสเงินหมุนเวียนไม่เอื้ออำนวย) เมื่อ “ธุรกิจอยู่ในภาวะถดถอย” พวกเราคงต้องยอมรับความจริงและต้องช่วยเหลือตัวเอง ในภาวะวิกฤตเช่นนี้คงต้องมาพิจารณาถึง “ยุทธศาสตร์การบริหารธุรกิจว่าจะถอยอย่างไร”

ถ้าเป็นนักการพนันชอบบริหารความเสี่ยง เช่น นักธุรกิจฮ่องกง ก็จะบอกว่าขณะที่ทุกคนถอย เราจะต้องรุกเป็นจิตวิทยาแห่งการบริหารของคนจีนที่ชอบเสี่ยง แต่ถ้าใครเป็นมืออาชีพทำธุรกิจระยะยาวคงจะเสี่ยงมากไม่ได้ จึงต้อง “บริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ” คือ รู้จัก “ถอยเป็น” รู้จักมีการป้องกันความปลอดภัย (Safety Factor) ซึ่งวิชานี้มักจะไม่ค่อยสอนกัน

ยุทธศาสตร์ของถอยน่าจะแยกได้เป็น 4 ระดับ คือ

1.พอยุคธุรกิจอยู่กับที่ ปล่อยให้การถดถอยเคลื่อนย้ายผ่านไป ซึ่งก็จะเท่ากับเราได้นำหน้าพายุธุรกิจที่ผ่านไปในภาวะนี้เป็นเสมือนเต่า หรือดักแด้ที่สร้างเกราะป้องกันพายุเพื่อตัวเอง

2.“ถอยและปรับเปลี่ยนตลอด” เพื่อปรับปรุงตัวเองสู่กับพายุธุรกิจ วิธีนี้ก็มีความเป็น Flexibility มากขึ้น และอ่อนไหวต่อพายุที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ เป็นการ “ปรับการถอยทุกขณะ”

3.“ถอยสู่การตั้งรับ” ไปสู่เขตต้านทานใหม่ ซึ่งอาจจะเหมาะสมกับกำลังแรงของแต่ละธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน ธนาคาร และการผลิต วิธีนี้บริษัทจะต้องปรับเปลี่ยนอย่างมากพอควรให้เป็น “การถอยเพื่อตั้งรับ” อย่างแท้จริง

4.ถอยที่ไปสู่การปิดตัว ในกรณีที่เมื่อมองดูตัวเองแล้วเห็นว่า กำลังแรงสู้พายุครั้งนี้ไม่ได้ก็จะต้องวางแผนการถอยสู่การเริ่มต้นใหม่ กลยุทธ์อาจจะต้องคิดให้มากกว่าจะบริหารหนี้สินอย่างไร เจรจากับธนาคารและลูกค้าเราอย่างไร

ทั้งนี้ อย่ายอมให้ธุรกิจของเราถอยอย่างไม่เป็นขบวนหรือ “ถอยอย่างมือสมัครเล่น” คราวหน้าจะเขียนเจาะลึกถึง “ผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มในปี 2557” จะมีกลยุทธ์อะไรบ้างในการตั้งรับกับวิกฤตครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท