
เอสเอ็มอีระทมล้มแล้วล้มอีก
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบลงลึกไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มากขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหวและอาจจะประคองตัวให้อยู่รอดผ่านปีนี้ไปไม่ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น หรือไม่มีมาตรการเข้ามาช่วยต่อลมหายใจ
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถือเป็นด่านหน้าของเศรษฐกิจไทย มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ทว่าทุกครั้งที่มีปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาการเมือง ผู้ประกอบการเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ เพราะกำลังน้อยสายป่านสั่นจึงรับวิกฤตในระดับรุนแรงและยืดเยื้อไม่ได้
ครั้งนี้ก็เช่นกัน การเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจปี 2556 ขยายตัวได้ 2.8% ต่อปี และปีนี้คาดว่าจะได้ไม่ถึง 3% ต่อปี น้อยกว่าประมาณที่ตั้งไว้เท่าตัวทั้งสองปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีปัญหาทุกหย่อมหญ้า
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ออกสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เห็นได้ชัดว่า เอสเอ็มอีมียอดขายที่ลดลงมากจากการชะลอตัวการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ทำให้เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องขาดเงินทุนหมุนเวียน และเริ่มมีการเลิกจ้างพนักงาน หรือลดเวลาการทำงาน ซึ่งหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อออกไปอีก 6 เดือน ผลกระทบจะขยายไปยังผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ในที่สุด
จากการสำรวจของ กสอ. พบว่า เอสเอ็มอี กลุ่มอัญมณี เครื่องประดับ สินค้าโอท็อป และท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบรุนแรงจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มเครื่องนุ่งห่ม ยอดขายลดลง 80% ในร้านค้าที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ชุมนุม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มียอดขายที่ลดลงกว่า 30% เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อยากขึ้น
ขณะที่คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย ก็ได้ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีไม่ต่างจาก กสอ. แต่ทว่าทุกองค์กรไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้เป็นชิ้นเป็นอันและเป็นรูปธรรมได้เลย
ในส่วนของ กสอ.ทำได้เพียงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำปรึกษา เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนการผลิต และจะเจรจากับสถาบันการเงินให้ปล่อยสินเชื่อกับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ขณะที่ กกร.ก็มีเพียงให้สถาบันทางการเงินออกมาตรการผ่อนปรนด้านสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ และทาง ส.อ.ท.จะขอให้กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มซัพพลายเชนของตัวเอง
จะเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีทำได้เพียงการเจรจาให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่ก็มีปัญหาว่า ได้เงินไปแล้วผลิตสินค้ามาขายไม่ได้ เพราะปัญหาการเมืองยืดเยื้อและเศรษฐกิจตกต่ำ ก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดีขึ้น
สาเหตุสำคัญที่ไม่สามารถหาทางช่วยเอสเอ็มอีได้ตอนนี้ เพราะประเทศและเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะสุญญากาศ มีรัฐบาลรักษาการที่ทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนรัฐบาลปกติ เพราะการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องทำจากภาพใหญ่ คือ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมให้ขยายตัวได้มากที่สุด ต้องมีการตุ้นการบริโภค กระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ช่วยเหลือส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนให้มีการขยายตัว ซึ่งถ้าเศรษฐกิจขยายตัวเงินหมุนเวียนในระบบ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ประโยชน์ไปโดยอัตโนมัติ
แต่ปัญหา คือ รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกนโยบายใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้เลย รวมถึงมาตรการใหม่ๆ ที่ออกมาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ถูกปิดประตูตายไปด้วย
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า สศค.ได้เตรียมมาตรการทางภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะเห็นใจที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง และถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัว แต่ก็ติดล็อกต้องรอรัฐบาลใหม่มาเห็นชอบ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเมื่อไร
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คาดว่าจะต้องเลือกตั้งอีก 56 เดือน ถึงจะได้ สส.มากพอตามกฎหมายเพื่อเปิดสภาได้ โดยตัดปัจจัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะออกไป นั่นหมายความว่า กว่าจะได้รัฐบาลต้องกินเวลายาวไปถึงปลายปีที่จะเริ่มออกมาตรการมาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้
สำหรับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ กสอ.และ กกร.เสนอเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการล่วงหน้า ก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาออกมาตรการช่วยเหลือนั้น ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ในแง่ของธนาคารพาณิชย์การปล่อยสินเชื่อต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อเป็นสำคัญ ในยามที่เศรษฐกิจหดตัวรุนแรงปัญหาที่ตามมา คือ หนี้เสียของสถาบันการเงินจะเพิ่มขึ้น เพราะลูกหนี้มีกำลังชำระหนี้ลดลง ดังนั้นการที่หวังจะให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินให้กับผู้ประกอบการที่มีความสามารถชำระหนี้ลดลงจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีมาตลอดก็มีปัญหาช่วยไม่ได้เหมือนเดิม เพราะการออกมาตรการช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นเรื่องที่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติเรื่องใหม่ได้ ทำให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสามารถช่วยผู้ประกอบการได้ตามเงื่อนไขสินเชื่อปกติของธนาคารเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขส่วนใหญ่ก็ไม่ได้น่าสนใจหรือแตกต่างไปกว่าที่ธนาคารพาณิชย์เสนอ
นอกจากนี้ การดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็มีปัญหา โดยเฉพาะธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี) มีหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาล และที่ผ่านมาการออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังพบว่ามีการทุจริตในการอนุมัติสินเชื่อ มีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ไม่เป็นเอสเอ็มอีจริง รวมถึงปัจจุบันกรรมการของธนาคารได้ปลดกรรมการผู้จัดการของธนาคารออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความขัดแย้งกันภายใน ทำให้การดำเนินการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหารอบใหม่เป็นอัมพาต เพราะตัวแบงก์ก็มีปัญหาเอาตัวไม่รอดจนไม่มีแรงใจไปช่วยลูกค้าของตัวเอง
แม้แต่ธนาคารออมสิน ก็ได้รับผลกระทบจากการเมืองบีบให้ปล่อยเงินไปจ่ายจำนำข้าวชาวนา จนสหภาพรวมตัวต่อต้านการบริหารงานของคณะกรรมการและฝ่ายบริหารไม่ให้ปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐอีกต่อไป ส่งผลถึงการที่รัฐบาลให้ธนาคารออมสินเข้าไปช่วยอุ้มผู้ประกอบการเอสเอสเอ็มอี จึงเป็นเรื่องยากตามไปด้วย
ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นทำให้มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้หยุดชะงักนิ่งอยู่กับที่ ทำให้เอสเอ็มอีอยู่ในอาการที่ว่าทรงกับทรุดอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะเจอผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 การขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ของรัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งแต่ปี 2555 และ 2556 ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการพุ่งพรวด 40% จนปรับตัวไม่ทัน และยังต้องมาเจอมรสุมการเมืองรอบใหม่มาเล่นงานซ้ำเข้าอีกครั้ง ทำให้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่สาหัส เพราะมาตรการที่จะช่วยพิการหมด เหมือนกันคนไข้ที่ป่วยหนักแต่ไม่ได้ยารักษา ก็ได้แต่รอวันเสียชีวิตเท่านั้น







