
ถอดบทเรียนยักษ์เกษตรวิลมาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จากบริษัทค้าน้ำมันปาล์มขนาดเล็กของสิงคโปร์ ที่ก่อตั้งในปี 2534 ปัจจุบัน วิลมาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Wilmar International) ประกอบธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจข้าว น้ำตาล ยางพารา สวนปาล์ม โดยวิลมาร์ถือได้ว่าเป็นบริษัทด้านการเกษตรที่มีรายได้มากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย
จากบริษัทค้าน้ำมันปาล์มขนาดเล็กของสิงคโปร์ ที่ก่อตั้งในปี 2534 ปัจจุบัน วิลมาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Wilmar International) ประกอบธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจข้าว น้ำตาล ยางพารา สวนปาล์ม โดยวิลมาร์ถือได้ว่าเป็นบริษัทด้านการเกษตรที่มีรายได้มากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย
คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของวิลมาร์ และบทเรียนที่มีค่าเหล่านั้นจะนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยได้อย่างไร
วิลมาร์ เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดำเนินธุรกิจเกษตร สะท้อนจากรายได้และกำไรสุทธิของบริษัทในปี 2555 เทียบกับปี 2546 ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 12 เท่าและ 35 เท่า ตามลำดับ โดยในปี 2555 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,255 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีรายได้ 4.54 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่ระดับรายได้ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นรายได้ที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัทธุรกิจเกษตรทั้งหมดในเอเชีย นอกจากนั้น การก้าวขึ้นมาเป็นผู้แปรรูปและค้าน้ำมันปาล์มอันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายดิบอันดับ 1 ของออสเตรเลีย ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของวิลมาร์ได้อย่างดี
กลยุทธ์การรวมตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิลมาร์ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ โดยวิลมาร์ทำธุรกิจครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่าของธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจัดจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคภายใต้แบรนด์ของบริษัท ซึ่งการดำเนินธุรกิจในรูปแบบดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ตลอดห่วงโซ่มูลค่า
ขณะเดียวกัน บริษัทมีโรงงานขนาดใหญ่และมีการผลิตแบบครบวงจร (Integrated Manufacturing Complexes) ยังทำให้บริษัทได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด พร้อมทั้งยังส่งผลให้การผลิตมีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดต้นทุนการขนส่ง เนื่องจากผลผลิตจากโรงงานหนึ่งจะถูกส่งไปเป็นวัตถุดิบสำหรับอีกโรงงานหนึ่ง เช่น น้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัด จะถูกส่งไปเป็นวัตถุดิบของโรงงานกลั่นบริสุทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังสามารถใช้ของเสียจากการผลิตมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าให้แก่บริษัทแล้ว ยังช่วยให้บริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าอีกด้วย
ปัจจัยประการต่อมา คือ การขยายธุรกิจเข้าสู่สินค้าข้างเคียง วิลมาร์ขยายธุรกิจเข้าสู่สินค้าข้างเคียงผ่านการซื้อกิจการ และการลงทุนเองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของวิลมาร์ไม่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจปาล์มน้ำมันเพียงอย่างเดียว (ปี 2555 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจปาล์มน้ำมันราว 48%) แต่กระจายตัวไปยังธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจพืชน้ำมันและธัญพืช 25% ธุรกิจน้ำตาล 7% ซึ่งเป็นการช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ให้แก่บริษัทได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยประการสุดท้าย คือ การขยายตัวครอบคลุมทางภูมิศาสตร์ ปัจจุบัน วิลมาร์มีโรงงานและสำนักงานขายใน 32 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้วิลมาร์สามารถบริหารความเสี่ยงทั้งในแง่วัตถุดิบและผู้บริโภค จากการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและผู้บริโภคที่หลากหลาย พร้อมกันนี้ ยังช่วยให้วิลมาร์มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าที่กว้างขวางขึ้นอีกด้วย
เมื่อย้อนกลับมามองผู้ประกอบการไทย พบว่า ส่วนใหญ่จะเน้นกลยุทธ์การรวมตัวในแนวดิ่งเป็นหลัก ดังนั้นในระยะต่อไป EIC มองว่า ผู้ประกอบการควรนำกลยุทธ์ในสองด้านที่เหลือมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจข้าวอาจจะขยายธุรกิจสู่มันสำปะหลัง หรืออาจจะขยายฐานวัตถุดิบข้าวไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น เพื่อที่จะสร้างความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาค เพื่อรองรับการเปิดเออีซีที่กำลังจะมาเยือนในอีก 2 ปีข้างหน้า







