posttoday
สถานการณ์ความผันผวนในตลาดเกิดใหม่

สถานการณ์ความผันผวนในตลาดเกิดใหม่

06 กุมภาพันธ์ 2557

ผ่านปี 2557 ไปเพียงไม่เท่าไหร่ สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกกลับเกิดความร้อนแรงรับเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง หลังจากเกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และยิ่งประกอบกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในมาตรการ QE เพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งเป็นเหมือนปัจจัยกระตุ้นให้ความผันผวนทวีตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มเกิดความกังวลว่า สถานการณ์ความผันผวนในตลาดครั้งนี้ จะนำพาไปสู่วิกฤตการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นจากตลาดเกิดใหม่ในช่วงปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งหรือไม่

ผ่านปี 2557 ไปเพียงไม่เท่าไหร่ สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกกลับเกิดความร้อนแรงรับเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง หลังจากเกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และยิ่งประกอบกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในมาตรการ QE เพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งเป็นเหมือนปัจจัยกระตุ้นให้ความผันผวนทวีตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มเกิดความกังวลว่า สถานการณ์ความผันผวนในตลาดครั้งนี้ จะนำพาไปสู่วิกฤตการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นจากตลาดเกิดใหม่ในช่วงปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งหรือไม่

ทั้งนี้ ต้นตอของความผันผวนในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นจากการทยอยปรับลดเม็ดเงินในมาตรการ QE ซึ่งทำให้เม็ดเงินไหลออกจากประเทศเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาร์เจนตินา ซึ่งประสบกับปัญหาเงินทุนไหลออก พร้อมกับค่าเงินที่อ่อนค่าจนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนตลอดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่นำไปใช้เพื่อต่อสู้ค่าเงินก็สูญไปกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน มาสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ส่งผลให้ธนาคารกลางอาร์เจนตินาจำเป็นต้องหยุดแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และทำให้ค่าเงินอาร์เจนตินาอ่อนค่าลงมาอย่างรุนแรงในวันเดียวถึงกว่า 11%

ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาร์เจนตินาเท่านั้น แต่ความกังวลในกระแสเงินทุนไหลออกยังได้ลุกลามต่อเนื่องไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ว่าจะเป็นบราซิล เม็กซิโก แอฟริกาใต้ ชิลี รัสเซีย เวเนซุเอลา หรือตุรกี

สำหรับตุรกี ค่าเงินลีรา (TRY) ได้อ่อนตัวลงเทียบกับเหรียญสหรัฐ เป็นประวัติการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีกระแสข่าวว่าทางการตุรกีจะมีการออกมาตรการเพื่อควบคุมกระแสเงินทุน (Capital Control) ซึ่งได้ส่งผลให้ตลาดการเงินตุรกีมีความปั่นป่วนเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยดัชนีหุ้นของตุรกีปรับตัวลงกว่า 3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (27-31 ม.ค.) ขณะที่ธนาคารกลางตุรกีได้เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 1 สัปดาห์ จาก 4.50% มาอยู่ที่ 10% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่สูงมากในชั่วข้ามคืน แม้ผลที่ได้จะทำให้ค่าเงินสามารถปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้กว่า 3% แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะค่าเงินลีราได้กลับมาอ่อนค่าเท่ากับก่อนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เนื่องจากตลาดกังวลว่าสถาบันการเงินจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้

นอกจากกระแสเรื่องเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะกดดันตลาดเกิดใหม่ และตลาดหุ้นในภาพรวมแล้ว ประเด็นข่าวเรื่องตัวเลขดัชนีภาคการผลิต PMI ของจีน ที่ปรับตัวลงมาสู่ระดับต่ำกว่า 50 จุด ซึ่งแสดงถึงการชะลอตัวของภาคการผลิต ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดการเงินให้มีความผันผวนเป็นอย่างมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าจะเกิดวิกฤตต่อตลาดเกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่

ในส่วนของประเทศอาร์เจนตินานั้น คงต้องยอมรับว่าสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างที่จะไม่แข็งแกร่งนัก เพราะนอกจากเงินทุนสำรองที่ร่อยหรอลงมาแล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในปีที่ผ่านมา ก็เติบโตเพียงแค่ประมาณ 3% สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง (ตัวเลขจากทางการคือ ประมาณ 10% ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าน่าจะสูงถึงกว่า 20%) นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานของอาร์เจนตินา รวมไปถึงการที่อัตราแลกเปลี่ยนทางการกับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดมีความแตกต่างกันถึงกว่า 70% ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินามีปัจจัยเสี่ยงอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ตุรกีเอง แม้จะประสบปัญหาภาวะค่าเงินที่อ่อนค่า และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง แต่ฐานะการเงินของตุรกีเองยังค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับอดีต โดยปัจจุบันตุรกีมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท จัดเป็นอันดับ 20 ของโลก เทียบกับไทยที่ 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตกว่า 5 เท่า ขณะที่ภาคการธนาคารของตุรกีค่อนข้างจะแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15.6% (ข้อมูล ณ เดือน พ.ย. 2556 โดย Ministry of Economy, Turkey) ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำที่ธนาคารกลางตุรกีกำหนดไว้ที่ 12% นอกจากนี้เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกจากตุรกีก็ยังคงต่ำกว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 25512552 จึงเชื่อว่าความผันผวนในตลาดการเงินของตุรกีน่าจะเป็นในช่วงสั้น และทางการตุรกีน่าจะรับมือกับสถานการณ์การอ่อนค่าของค่าเงินและกระแสเงินทุนไหลออกได้

เมื่อพิจารณาประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และบราซิล เชื่อว่าสถานการณ์จากอาร์เจนตินา หรือตุรกีไม่น่าจะลุกลามไปจนเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนเช่นในอดีต เพราะแม้จะประสบกับปัญหาการ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน แต่ประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีฐานะการเงินการคลังที่ดีขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญคืออัตราแลกเปลี่ยนในอดีตมักจะไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาด (เช่น การผูกค่าเงินกับเหรียญสหรัฐ) จนต้องใช้เงินทุนสำรองเพื่อต่อสู้กับสงครามค่าเงิน ขณะที่ปัจจุบันมีการเปิดเสรีกับอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความ ยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาวะตลาดมากขึ้น ดังนั้น ความผันผวนในปัจจุบัน จึง น่าจะเป็นความวิตกกังวลมากเกินกว่าเหตุของตลาด เพราะปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ล้วนเข้มแข็งกว่าในอดีตที่ผ่านมา

โดยสรุปมองว่าสถานการณ์ความผันผวนในตลาดเกิดใหม่ในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพียงระยะสั้นและจะส่งผลในเชิงลบต่อประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ เช่น อาร์เจนตินา แต่ไม่น่าจะลุกลามไปจนถึงขั้นเกิดวิกฤตเช่นในอดีต อย่างไรก็ดี จากการปรับลดมาตรการ QE ของสหรัฐที่ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ จะยังคงมี ความผันผวนอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่สามารถขยายตัวได้ดีในระยะยาว

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลหนังสือชี้ชวน และคู่มือภาษีก่อนการตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

ข้อมูล ณ 2 ก.พ.2557 โดย นายอาทิตย์ ทองเจริญ ผู้บริหารงานจัดหาผลิตภัณฑ์พิเศษ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท