
การเมืองวุ่นกดดันเอกชนแข่งลดราคากระตุ้นท่องเที่ยว
ทุกครั้งที่มีปัญหาการเมืองวุ่นวายถึงขั้นประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องยอมรับว่ากระทบท่องเที่ยวไทยหนักหน่วง
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ทุกครั้งที่มีปัญหาการเมืองวุ่นวายถึงขั้นประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องยอมรับว่ากระทบท่องเที่ยวไทยหนักหน่วง ต่างชาติยกเลิกเดินทางเพราะมาแล้วบริษัทประกันไม่รับผิดชอบ เมื่อจบปัญหาทุกอย่าง ผู้ประกอบการก็มักใช้วิธีการ ลด แลก แจก แถมเต็มที่ เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยเร็วที่สุด
แต่วิธีการดังกล่าว ก็ไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการในระยะยาว เพราะทำให้ราคาห้องพักในไทยไม่สามารถขยับขึ้นได้มาก ขณะที่ต่างชาติขึ้นราคาทุกปี จนปัจจุบันราคาถีบตัวออกห่างจากไทย บางประเทศในอาเซียนราคาห้องพักสูงกว่าไทยเป็นเท่าตัว แต่กลยุทธ์นี้ก็ไม่เคยห่างหายไปจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
วสันต์ กิตติกุล ผู้จัดการทั่วไป ลองบีช ชะอำ และธารามันตรา ชะอำ เปิดเผยว่า ช่วงนี้ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำโปรโมชั่นหลบกรุงเทพฯ มาผ่อนคลายที่ ชะอำหัวหิน โดยลดราคาห้องพัก 50% สำหรับคนไทยที่ต้องการหนีการเมืองวุ่นวายในกรุงเทพฯ มาพักผ่อน
การปรับลดราคา 50% สำหรับการเข้าพักวันธรรมดาช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการโรงแรมรับได้ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเติมเต็มอัตราเข้าพักที่หายไป แต่หากเป็นวันหยุดยาวก็อาจจะลดราคาแค่ 30% โดยส่วนตัวมองว่า การลดราคายังเป็นสิ่งจำเป็นกับตลาดคนไทยเพราะดึงดูดความสนใจคนไทยได้ดี อย่างไรก็ตาม การลดราคาของโรงแรมแต่ละแห่งต้องพิจารณาจากยอดจองห้องพักที่มีอยู่ด้วย หากมียอดจองห้องพักไว้ระดับ 70% เหลือห้องว่างแค่ 30% โรงแรมก็ไม่จำเป็นต้องลดราคามากนัก แต่ถ้ายอดจองมีแค่ 50% หรือต่ำกว่านั้น ก็คงลดราคามากขึ้นเพื่อให้ห้องพักว่างน้อยที่สุด
สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ทสไตล์ลิช และบริษัท เบด สไตล์ลิช กล่าวว่า ปัญหาของผู้ประกอบการคือ เมื่ออัตราเข้าพักต่ำมากหลายรายก็มักจะใช้วิธีการลดราคาลงมาเพื่อดึงนักท่องเที่ยว เพราะคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีการใดดี และเห็นว่าการลดราคาจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยก็จะดึงคนไทยที่ชื่นชอบเรื่องสินค้าราคาพิเศษ ให้เข้ามาเสริมอัตราเข้าพักดีขึ้นบ้าง แต่โดยส่วนตัวมองว่ากลยุทธ์การลดราคาได้ผลน้อยมากในการกระตุ้นให้คนใช้บริการ เพราะการที่คนไม่มาเป็นเพราะไม่เชื่อมั่น
“ตลาดคนไทยมีความหมายกับโรงแรมไทยมากขึ้น 4 ปีแล้ว เห็นได้จากในงานมหกรรมท่องเที่ยวต่างๆ จะมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ความสำคัญไปออกร้านมากขึ้น ทำให้บางแห่งมีส่วนแบ่งตลาดลูกค้าที่ใช้บริการเป็นคนไทยแล้ว 50% โดยปกติหากไม่มีเหตุการณ์อะไร โรงแรมบางแห่งอาจคิดราคาห้องพักสำหรับคนไทยแพงกว่าต่างชาติด้วยซ้ำ เพราะคนไทยมักจะพักเพียง 12 วัน แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พัก 710 วันขึ้นไป ทำให้คิดราคาได้ถูกกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อการท่องเที่ยวมีปัญหาต่างชาติไม่มา โรงแรมก็จะลดราคาลงมาสำหรับคนไทยเท่ากับหรือน้อยกว่าราคาที่คิดกับต่างชาติ” สรเทพ กล่าว
ลิลลี่ อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุราส่าหรี กรุ๊ป ผู้บริหารโรงแรมเซี่ยงไฮ้ แมนชั่น กล่าวว่า โรงแรมเซี่ยงไฮ้ แมนชั่น ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเมืองน้อยมาก เพราะแม้มียอดยกเลิกเดินทางไปบ้าง แต่โดยรวมอัตราเข้าพักเฉลี่ยในช่วงนี้ก็ยังน่าพอใจ อยู่ที่ 7080% ในส่วนของราคาห้องพักนั้นทางโรงแรมยังไม่ได้ปรับลดลงไป แต่สิ่งที่กลัวมากคือ หลังวิกฤตการเมืองทุกครั้งโรงแรมในไทยจะออกมาแข่งกันเอง ลดราคาเพื่อดึงแขกกลับมา เมื่อโรงแรมหนึ่งลด แห่งอื่นก็จะลดราคาตามมา ส่วนจะลดราคาได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่ารายไหนกระเป๋าหนักกว่ากัน แต่สำหรับบุราส่าหรี กรุ๊ป จะไม่เล่นกลยุทธ์การลดราคาแน่นอน โดยจะใช้กลยุทธ์อื่นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวแทน
สำหรับลูกค้าที่มาพักเซี่ยงไฮ้ แมนชั่น จะเป็นคนละกลุ่มกับที่ไปพักย่านสุขุมวิท โดยจะเป็นนักท่องเที่ยวที่สนใจด้านศิลปวัฒนธรรม มากกว่าช็อปปิ้ง ต้องการมาพักเพื่อเดินทางไปเที่ยวต่อที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หรือ สปป.ลาว ซึ่งเป็นเมืองโดดเด่นด้านวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ตัดสินใจเข้าพักจากราคา” ลิลลี่ กล่าว
ดังนั้น บุราส่าหรี กรุ๊ป ก็จะใช้กลยุทธ์ด้านการเพิ่มมูลค่าให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการแทน เช่น มีโรงแรมในเครือที่ลาว หรือมีเครือข่ายโรงแรมพันธมิตรในจุดหมายด้านวัฒนธรรม ก็จะอำนวยความสะดวกให้เดินทางเชื่อมต่อไปใช้บริการที่พักเหล่านั้น รวมทั้งการออกบริการเสริมที่ทำให้นักท่องเที่ยว อาทิ ที่ปรึกษาส่วนบุคคลตลอดเวลาที่พักในไทย ให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ลูกค้าได้ใช้ และสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ ที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้บริการได้ตลอดเวลา
สำหรับบางโรงแรมการลดราคาคงจะช่วยกระตุ้นการใช้บริการได้จริง หากเป็นทำเลที่คนไทยนิยมเดินทางไป แต่บางโรงแรมที่ไม่ใช่เป้าหมายของคนไทยนั้นลดราคาไปก็คงไม่ได้ผล จึงอยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละแห่งเลือกใช้ แต่เชื่อว่าถ้าไม่จำเป็นแล้วคงไม่มีโรงแรมไหนอยากใช้วิธีนี้ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้โอกาสสร้างรายได้ลดลงกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง







