
ส่องตลาดซีเอสเอ็มวีอีกจังหวัดของเอสเอ็มอีไทย
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ในยุคที่การค้าเสรีกำลังก้าวมาถึงนี้ ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากจะเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยิ่งเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะยิ่งผลักดันให้มูลค่าการค้าของเอสเอ็มอีที่อยู่ตามชายแดนขยายตัวมากขึ้น
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย บริษัท ซีพี ออลล์ และสถาบันปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) จึงได้ร่วมกันจัดสัมมนา เรื่อง “บุกตลาด CLMV อนาคต SMEs ไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามเพื่อถ่ายทอดความรู้เชิงรุกให้นำไปต่อยอดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดเพื่อนบ้าน
ศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงบทบาทของภาครัฐกับการสนับสนุนสินค้าไทยสู่ตลาดอาเซียน ว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีตั้งแต่ต้นถึงปลายทาง ทั้งการแนะนำ การหาตลาด และการช่วยดูแลความเป็นธรรมในการแข่งขันตลาด
โดยในอนาคตผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรมองตลาดอาเซียนเป็นเหมือนตลาดในประเทศ จากเดิมที่เราจะแยกตลาดออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และโลก
“ต่อไปจะแยกตลาดในประเทศกับตลาดเพื่อนบ้านอาเซียนไม่ออก เพราะมีการเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ และยิ่งเปิดเออีซีก็จะยิ่งเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีไทยที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ”
ขณะเดียวกัน การเปิดเออีซีก็เหมือนเปิดประตูให้เพื่อนบ้านเข้ามาแข่งขันในประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเตรียมพร้อมรับ 3 โจทย์ใหม่ที่จะมากับการเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ 1.ตัวผู้ผลิตเองจะต้องมีประสิทธิภาพ 2.การทำตลาดที่เข้มแข็ง และ 3.ตัวสินค้าและบริการต้องมีคุณภาพที่สูงขึ้น เพื่อให้รับกับการแข่งขันในเวทีโลก
ด้าน นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะอำนวยการงานส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะซีแอลเอ็ม (กัมพูชา ลาว และพม่า) ต่อไปจะพัฒนากลายเป็นตลาดเดียวกับตลาดภายในประเทศ เพราะประเทศเหล่านี้มีชายแดนติดกับไทย และที่ผ่านมาก็มีการค้าขายระหว่างกันอยู่แล้ว เห็นได้จากมูลค่าการค้าชายแดนของไทยปีนี้ที่สูงถึง 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งในอนาคตตลาดเหล่านี้จะกลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย
“แรกๆ อาจต้องไปหาตัวแทนจำหน่ายตามชายแดนและหาช่องทางจับคู่ธุรกิจ เพื่อนำสินค้าเข้าไปทำตลาดในประเทศนั้นๆ ซึ่งหากทำได้อาจจะรวยไม่รู้ตัวเลยก็ได้ เพราะตลาดเหล่านี้มีการบริโภคเติบโตต่อเนื่อง และประเทศเหล่านี้ก็เข้าไปง่ายเพราะมีชายแดนติดกัน รวมทั้งสินค้าไทยเป็นที่นิยมของเพื่อนบ้าน”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดตัดเส้นทางประตูเศรษฐกิจต่างๆ ที่จะสามารถพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่ โดยเฉพาะการผลักดันให้เขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้นได้จริง
เมื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มตัว ในด้านหนึ่งก็จะเป็นแรงเสริมให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยเติบโตมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพตัวเองให้แข็งแกร่ง พร้อมที่จะรับมือกับการแข่งขันในยุคเสรีนี้ด้วย







