
เป้ายาว
เห็นข่าวบริษัท เซิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล ผู้ชนะโครงการประมูลแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ เลิกกิจการ และขอยกเลิกทำสัญญาซื้อขายแท็บเล็ตกับไทยแล้ว ก็รู้สึก “จี๊ด”
เห็นข่าวบริษัท เซิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจนท์ คอนโทรล ผู้ชนะโครงการประมูลแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ เลิกกิจการ และขอยกเลิกทำสัญญาซื้อขายแท็บเล็ตกับไทยแล้ว ก็รู้สึก “จี๊ด”
จี๊ดแรก จี๊ดที่รัฐบาลเลือกบริษัทที่ขาดความมั่นคง จนเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ จี๊ดที่สอง จี๊ดเพราะคิดอยู่แล้วว่าโครงการนี้ต้องกลายเป็น “เรือไททานิก” เข้าสักวันหนึ่ง และจี๊ดสุดท้าย เป็นความรู้สึกจี๊ดใจเล็กๆ เผื่อเหตุการณ์นี้จะกระตุกต่อมคิดให้รัฐบาลหันมาทบทวนโครงการของตัวเองกันใหม่
โครงการนี้ นับเป็นโครงการประชานิยมโครงการหนึ่ง ที่มุ่งหวังเพียงผล “ระยะสั้น” คือเด็กมีแท็บเล็ตใช้ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลระยะยาว ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพอย่างไร
จริงๆ ต้องบอกว่าอาจไม่ใช่เพียงโครงการนี้ แต่โครงการหรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามักอยู่กันสั้นๆ มาและจากไปพร้อมกับรัฐมนตรี ไม่ก็จากไปพร้อมกับรัฐบาล เพราะรัฐมนตรีคนใหม่ รัฐบาลใหม่ ก็อยาก “แสดงพลัง” ของตัวเอง
ปัญหาเรื่องนโยบายเปลี่ยนตามรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากครับสำหรับภาคการศึกษา เพราะช่วงชีวิตการศึกษาของเด็กคนหนึ่ง นับแต่อนุบาล 1 จนถึงจบปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 นั้น ยาวนานถึง 19 ปี
ขณะที่อายุของรัฐบาลนานแค่ 4 ปี แทบจะแค่ 1 ใน 5
หันไปดูวิธีการจัดการปัญหาของเพื่อนบ้านในอาเซียน ประเทศที่ทำได้ชัดเจนมากที่สุดประเทศหนึ่งก็คือ มาเลเซีย
ล่าสุด เมื่อปีที่ผ่านมา มาเลเซียเพิ่งออกแผนแม่บทการศึกษามาเลเซีย 2013-2025 เป็นแผนแม่บทที่ครอบคลุมระยะเวลาถึง 13 ปี เพื่อยกเครื่องการศึกษามาเลเซีย แก้ปัญหากันทั้งระบบ ผลที่ตามมาคือ ต่อให้จะเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรีอย่างไร ในช่วง 13 ปีนี้ก็ยังต้องเดินตามแผนดังกล่าว
กลับมาดูที่ประเทศไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนแม่บทใหญ่ของประเทศ ครอบคลุมระยะเวลาเพียง 5-6 ปี แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ครอบคลุมระยะเวลาเพียงฉบับละ 5-6 ปีเช่นเดียวกัน จึงไม่มีแผนใดเลยที่กำหนดให้ชัดๆ ว่า “เป้ายาว” ของไทยเราเป็นอย่างไร จะคุมไม่ให้เราเดินออกนอกลู่อย่างไร
ที่กล่าวไปไม่ได้หมายความว่าผมอยากให้เรายกเลิกแผนฉบับ 5-6 ปีเหล่านี้ เพราะผมเข้าใจว่าแผนระยะสั้นกลางก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องการให้มีแผนระยะยาวคอยคุมทางควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้ทิศทางสะเปะสะปะ
นอกจากนี้ เราควรจะมีเป้าหมายการผลิตบุคลากรให้ชัดเจนด้วย ว่าต้องการจะส่งเสริมคนให้ตอบรับทิศทางประเทศอย่างไร เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์และมาเลเซีย พยายามป้อนคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจของตัวเอง ด้วยการมุ่งผลิตบุคลากรด้านการเงิน การธนาคาร วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ที่สำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศนับจากนี้ ก็ควร “คิดคิด ก่อนจะพัง” หยุดมุ่งเน้นแต่นโยบายหวือหวา ที่ไม่สร้างประโยชน์ระยะยาวให้แก่เด็กและประเทศชาติ
ผมเอง อาจจะไม่ใช่สไปเดอร์แมน แต่ก็อยากจะเตือนทุกท่านที่จะเข้ามาคุมภาคการศึกษาว่า “พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”
ได้โปรดอย่าใช้พลังอย่างเดียว โดยไม่รับผิดชอบเลยครับ แค่ที่เป็นอยู่ก็เสี่ยงจะโดนเพื่อนบ้านอาเซียนแซงไปเรื่อยๆ จะแย่แล้ว







