
เวิลด์แบงก์/เอดีบีหนุนพม่า
ทุ่มเงินช่วย3.4หมื่นล้านพัฒนาพลังงานธุรกิจใหญ่เล็กได้อานิสงส์ถ้วนหน้า
ทุ่มเงินช่วย3.4หมื่นล้านพัฒนาพลังงานธุรกิจใหญ่เล็กได้อานิสงส์ถ้วนหน้า
ธนาคารโลกเอดีบี ทุ่ม 3.4 หมื่นล้าน พัฒนาระบบพลังงานพม่า คาดหนุนธุรกิจทั้งรายย่อยได้ประโยชน์
จิมยองคิม ประธานธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยในงานประชุมเรื่องความร่วมมือเพื่อการพัฒนาพม่า ที่ กรุงเนย์ปิดอว์ ว่ากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจในพม่าจะได้ประโยชน์ โดยตรงจากแผนช่วยเหลือด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบพลังงานในพม่าของธนาคารโลกมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) ที่เพิ่งจะเซ็นลงนามไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว
“การลงทุนและพัฒนาระบบไฟฟ้าพม่าจะไม่ใช่เพียงแค่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการช่วยทำให้สภาพแวดล้อมการทำธุรกิจดีขึ้นอีกด้วย” จิมยองคิม กล่าว
จิมยองคิม ระบุต่อว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ธนาคารโลกจะเร่งลงทุนในการพัฒนาระบบหลังงานของพม่า ทั้งกระบวนการผลิต การส่งกระแสผ่านไฟ และการจ่ายไฟฟ้า เพื่อทำให้ประชาชนชาวพม่ามากกว่า 50% ของจำนวนประชากรในประเทศสามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าได้ภายในปี 2020 และคาดว่าจะถึง 100% ภายในปี 2030
ประธานธนาคารโลกชาวสหรัฐเชื้อสายเกาหลี ระบุว่า โครงการลงทุนช่วยเหลือเพื่อพัฒนาไฟฟ้าในพม่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการช่วยเหลือพม่ามูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งทางธนาคารโลกได้เตรียมที่จะช่วยยกระดับด้านเกษตรกรรมและสาธารณสุข โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารโลก กล่าวว่า มีชาวพม่าราว 70% จำนวนประชากรที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าได้
การประกาศช่วยเหลือด้านพลังงานแก่พม่าของธนาคารโลก มีขึ้นหลังจากที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ได้เซ็นลงนามข้อตกลงกับรัฐบาลพม่าในการให้เงินกู้เพื่อช่วยพัฒนาระบบการส่งกระแสไฟฟ้าในพม่ามูลค่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,980 ล้านบาท) เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยคาดว่าโครงการนี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่และรายย่อยได้ประโยชน์โดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญจากเอดีบี ระบุว่า ความช่วยเหลือดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การซ่อมแซมและยกระดับของระบบการจ่ายกระแสไฟ เนื่องจากปัจจุบันระบบจ่ายกระแสไฟที่ล้าสมัยและเก่า ทำให้เกิดการสูญเสียไฟฟ้าไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยในปี 2012 มีการสูญเสียไฟฟ้าก่อนจะถึงมือผู้ใช้มากถึง 18.2%
ดังนั้น การซ่อมแซมและพัฒนาระบบจ่ายกระแสไฟดังกล่าวขึ้นใหม่ น่าจะช่วยลดการสูญเสียไฟได้ราว 4% ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) สามารถขยายการให้บริการได้มากขึ้น







