
สยามแพลทินัมซมพิษม็อบ
ยอดขาย1เดือนหายวับ50-80%เร่งปรับตัวลดสต๊อกลดราคาหนัก
ยอดขาย1เดือนหายวับ50-80%เร่งปรับตัวลดสต๊อกลดราคาหนัก
ผู้ค้าย่านสยาม แพลทินัม โอดม็อบทุบยอดขาย 1 เดือน ร่วง 5080% เซลส์เสื้อตัวละ 100 ประคองธุรกิจ
ต่างชาติหาย คนไทยชะลอใช้จ่าย อยากให้การเมืองยุติเร็วที่สุด
จากการสำรวจร้านค้าพื้นที่ย่านสยามสแควร์และแพลทินัมที่มีการชุมนุมทางการเมือง พบว่าร้านค้าเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ มียอดขายปรับตัวลดลงถึง 50-80% เพราะลูกค้าเข้ามาใช้จ่ายลดลงจากการเดินทางที่ไม่สะดวก ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาจับจ่ายน้อยลง จึงต้องปรับแผนด้วยการลดสต๊อกสินค้าและลดราคาถึง 50% พร้อมมีโปรโมชั่นเสื้อผ้าตัวละ 100 บาท มาวางจำหน่ายเพื่อประคองธุรกิจ
นางริวโก้ ซิว เจ้าของร้านเสื้อผ้าผู้หญิงนำเข้าจากประเทศฮ่องกงและเกาหลี เปิดเผยว่า ยอดขายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ลดลง 50% เพราะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ลูกค้าเดินทางไม่สะดวก และชะลอการใช้จ่าย ต้องลดสต๊อกสินค้าลง 30% พร้อมจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า 20-30% เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อสินค้า แต่พบว่ายอดขายยังไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด
“อยากให้การชุมนุมทางการเมืองยุติิลงให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งยืดเยื้อธุรกิจจะได้รับผลกระทบมาก และไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้เลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปโดยที่ต้องเปิดร้านต่อเนื่อง แม้ยอดขายลดลงเพราะมีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่าพื้นที่เดือนละ 4 หมื่นบาท” นางริวโก้ กล่าว
นายอภิชาติ สำราญชื่น เจ้าของธุรกิจร้านเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิง กล่าวว่า ผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองทำให้ลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมาก เหลือไม่ถึง 5% จากที่ผ่านมา สัดส่วนลูกค้าต่างชาติ 40% และคนไทย 60% ซึ่งกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะมาจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ส่งผลให้้ยอดขายโดยรวมลดลง 50%
ขณะที่ลูกค้าคนไทยก็ใช้จ่ายลดลงเช่นกัน ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากการชุมนุมทางการเมือง แต่มาจากการที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้นโยบายประชานิยม ทั้งโครงการบ้านคันแรก และรถยนต์คันแรก ส่งผลให้คนไทยมีภาระหนี้สูงขึ้น และยอดขายของร้านค้าก็ลดลงมาตลอด ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้มาบริหารประเทศ ทั้งนี้ การปรับแผนธุรกิจก็ต้องลดการสต็อกสินค้าตามยอดขายและดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดต่อไป
นางศศิธร พุทธิกานนท์ เจ้าของเสื้อผ้าผู้ชาย กล่าวว่า ยอดขายเสื้อผ้าก็ปรับลดลงเช่นกันตามสถานการณ์ในประเทศและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงนโยบายประชานิยม ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง กระทบต่อร้านค้าในสยามทุกร้านค้า
พร้อมกันนี้ ร้านค้าสยามก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 ที่มีร้านค้าถูกไฟไหม้จำนวน 200 ร้านค้า แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติวงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2555 ซึ่งขั้นตอนอยู่ที่ กรมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต้องเป็นผู้จ่ายเงิน แต่กรมกลับบอกอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทำให้ร้านค้าในสยามเดือดร้อนมาก ซึ่งความเสียหายของร้านค้าที่ถูกไฟไหม้บางร้านเกิน 1 ล้านบาท รวมทั้งบางร้านก็ไปกู้เงินมาจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารก็ไม่ลดดอกเบี้ยให้
น.ส.อรอุมา สกุลเรือง พนักงานร้านเสื้อผ้า มาร์ช ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม กล่าวว่า ยอดขายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาลดลง 80% เพราะผลจากการชุมนุมทางการเมืองทำให้ลูกค้าเดินทางไม่สะดวก และลูกค้าจากต่างชาติที่นิยมมาซื้อสินค้าจำนวนมากก็ชะลอเดินทางมาเช่นกัน ทำให้ต้องปรับแผนลดการสต๊อกสินค้าและจัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษตัวละ 100 หรือ 150 บาท แต่ลูกค้าก็ยังระมัดระวังใช้จ่ายเงิน และต่อรองลดราคาทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม อยากให้สถานการณ์การเมืองในประเทศสงบลง และอยากให้การชุมนุมยุติลง ให้ทุกฝ่ายมาหารือเพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน เพราะร้านค้ารายย่อยได้รับผลกระทบ
น.ส.ณัฏฐ์ฐาญาริน ณัฐประสิทธิกุล พนักงานร้านเสื้อ ฟราเซียส์ ในศูนย์การค้าแพลตินั่ม กล่าวว่า ยอดขายลดลง 30% ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้ลูกค้าหลักคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และลูกค้าจากต่างจังหวัดที่มาซื้อเสื้อผ้าไปขายต่อก็ไม่เดินทางเข้ามาใน กทม. จึงต้องปรับแผนด้วยการเน้นขายสินค้าผ่านออนไลน์เพื่อส่งให้ลูกค้าในต่างจังหวัด โดยอยากให้สถานการณ์การเมืองยุติลงเร็วที่สุด และผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ แต่ไม่สามารถหยุดเปิดร้านค้าได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายจากการเช่าร้านสูงถึง 200,000 บาทต่อเดือน







