
จริยธรรมของสถานพยาบาล
เมื่อกลางเดือน ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา หลายๆ สื่อได้นำเสนอข่าวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งปฏิเสธทำคลอดให้กับหญิงท้องแก่ 8 เดือน ทั้งที่มีเลือดออกและมีอาการปวดท้องใกล้คลอด โดยให้เหตุผลว่าสิทธิประกันสังคมหมดอายุ หากประสงค์จะคลอดต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง 1.8 หมื่นบาท ทางโรงพยาบาลทำได้เพียงจ่ายยา เพราะหญิงคนนั้นไม่มีเงิน จึงต้องแบกท้องกลับบ้าน เพื่อคลอดเองที่บ้าน จนมีอาการตกเลือด ทำให้ทารกเสียชีวิต แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้ามูลนิธิร่วมกตัญญู และได้ความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลราชวิถีให้เข้ารับการรักษา
เมื่อกลางเดือน ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา หลายๆ สื่อได้นำเสนอข่าวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งปฏิเสธทำคลอดให้กับหญิงท้องแก่ 8 เดือน ทั้งที่มีเลือดออกและมีอาการปวดท้องใกล้คลอด โดยให้เหตุผลว่าสิทธิประกันสังคมหมดอายุ หากประสงค์จะคลอดต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง 1.8 หมื่นบาท ทางโรงพยาบาลทำได้เพียงจ่ายยา เพราะหญิงคนนั้นไม่มีเงิน จึงต้องแบกท้องกลับบ้าน เพื่อคลอดเองที่บ้าน จนมีอาการตกเลือด ทำให้ทารกเสียชีวิต แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้ามูลนิธิร่วมกตัญญู และได้ความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลราชวิถีให้เข้ารับการรักษา
หลังจากมีข่าวออกมา ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งสอบโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว ที่ปฏิเสธรับการรักษาหญิงท้องแก่คลอดลูกเสียชีวิต ซึ่งในที่สุดโรงพยาบาลเอกชนนี้ตกลงรับหญิงคนดังกล่าวให้เข้ารับการรักษาต่อจากโรงพยาบาลราชวิถี นั่นอาจเป็นเพราะแรงกดดันจากกระแสสังคม ที่แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งโซเชียลมีเดีย
รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลก ถือว่าการประกันสังคมเป็นเรื่องสำคัญ จึงนำระบบประกันสังคมมาใช้เพื่อเป็นหลักประกันชีวิตและสุขภาพ สำหรับประเทศไทยมีพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีการเก็บเงินสมทบเพื่อเข้าไปสะสมเป็นกองทุน ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกับบุคคลที่ส่งเงินสมทบ หรือที่เรียกว่า “ผู้ประกันตน”
ตามกฎหมายนายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้ครบทุกคนภายใน 30 วัน และส่งเงินสมทบให้ครบถ้วน ทั้งส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมที่ตนได้ร่วมจ่ายเงินสมทบ
ดังนั้น ผู้ประกันตนเมื่อจ่ายเงินสมทบเข้าประกันสังคม ก็หวังที่จะใช้สิทธิเมื่อถึงคราวเจ็บป่วย เช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไปก็หวังที่จะได้รับการรักษาจากโรงพยาบาล การเจ็บป่วยบางอย่างอาจรอได้ บางอย่างหากถึงมือหมอไม่ทัน ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต
ตามกฎหมายประกันสังคม กรณีคลอดบุตร มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข คือ เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 7 เดือน มีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ โดยให้สิทธิค่าคลอดบุตรได้ 2 ท้อง ท้องละ 1.3 หมื่นบาท
การที่ผู้ประกันตนไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขบางประการที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด เช่น หากผู้ประกันตนเคยเป็นลูกจ้างกับนายจ้าง และมีการส่งเงินเข้ากองทุนเป็นเวลา 12 เดือน ต่อมาผู้ประกันตนลาออกจากงาน และไม่ได้ทำงานที่ใด หากมีความประสงค์จะส่งเงินสมทบเอง ก็ต้องติดต่อทางสำนักงานประกันสังคม ภายใน 6 เดือนนับจากลาออก เพื่อขอเป็นผู้ประกันตนต่อไป มิฉะนั้นก็อาจทำให้ผู้ประกันตนเสียสิทธิที่จะได้เข้ารับการรักษา แต่ทั้งนี้หากผู้ประกันตนเกิดเจ็บหนักเข้าขั้นวิกฤต ทางโรงพยาบาลก็ควรมีมนุษยธรรมที่จะให้การช่วยเหลือตามสมควร ไม่ใช่ปฏิเสธโดยไม่มีเยื่อใย
เรื่องนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ที่ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์และพยาบาลควรตระหนัก และให้ความสำคัญต่อคนเจ็บป่วยให้มากขึ้น ตามมาตรา 36 ของ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดว่าสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแล ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพอันตราย ให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานสถานพยาบาล และมาตรฐานวิชาชีพของสถานพยาบาลนั้นๆ ทั้งนี้เมื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว หากมีความจำเป็นต้องส่งต่อไปยังสถานบริการที่เหมาะสม หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ตามกฎหมายอาญายังมีความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วย หรือคนชรา ความผิดในฐานนี้ เป็นความผิดที่ผู้ประกอบวิชาชีพจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจ โดยมาตรา 307 กำหนดว่า ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาต้องดูแล ผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้เพราะอายุ ความป่วยเจ็บ กายพิการ หรือจิตพิการ ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสีย โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จริยธรรมวิชาชีพแพทย์ ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้วิชาชีพสามารถดำรงอยู่ในศรัทธาของประชาชนได้ หากแพทย์ทุกคนต่างมีจริยธรรม คดีที่ผู้ป่วยฟ้องร้องแพทย์และโรงพยาบาลอาจปรากฏให้เห็นน้อยลง







