
"ศิรอาภา" ทายาทยุคใหม่ นำธุรกิจครอบครัวเข้าตลาดหุ้น
เมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องยากที่ธุรกิจครอบครัวจะเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อแบ่งความเป็นเจ้าของให้กับประชาชนทั่วไป แต่ปัจจุบันทุกอย่างได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้บริหารหรือทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ๆ
เมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องยากที่ธุรกิจครอบครัวจะเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อแบ่งความเป็นเจ้าของให้กับประชาชนทั่วไป แต่ปัจจุบันทุกอย่างได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้บริหารหรือทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ๆ
หนึ่งในนั้นคือ “ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น (KTIS) ปัจจุบันอายุ 28 ปี ที่มีจุดเริ่มต้นพยายามผลักดันให้ธุรกิจครอบครัวเข้าตลาดหุ้นเริ่มจาก 5 ปีที่ผ่านมา
เธอเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นที่คิดจะนำธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศไทยมาจากที่หลายคนบอกว่าคุณพ่อ “ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KTIS เริ่มอายุมากขึ้น ควรมีคนเข้ามาช่วยดูแลงาน เธอจึงเริ่มถามคุณอาหรือน้องคุณพ่ออีก 8 คน ว่า อยากให้บริษัทของเราที่คุณปู่ได้เริ่มทำกับคุณพ่ออยู่ไปตลอด หรือนานเป็น 100 ปีหรือไม่ ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่บอกว่าอยากให้เป็นบริษัทของคนไทยที่มีการเติบโตในระยะยาว จากนั้นเธอก็เริ่มหาข้อมูลและอธิบายเหตุผลความจำเป็นกับคุณพ่อ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ว่าเราควรนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ “ศิรอาภา” นำกรณีตัวอย่างธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่เข้าตลาดหุ้นแล้ว ก็ยังสามารถรักษาหุ้นของครอบครัวได้ และทำให้บริษัทมีการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อีกมาก ทุกอย่างจะดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น ตั้งแต่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และอธิบายเหตุผลข้อดีต่างๆ ให้คุณพ่อฟัง และได้ข้อสรุปมาแล้วว่า KTIS พร้อมนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น
เมื่อได้รับอนุญาตจากหัวเรือใหญ่ ตอนนั้นเพิ่งจบปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาหมาดๆ ด้วยวัยเพียง 23 ปี ก็เริ่มเข้ามาช่วยที่บริษัทดูรายละเอียดงาน ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักบริหาร เจ้าหน้าที่สำนักกรรมการผู้จัดการ ควบคู่ไปกับการหาบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน โดยเลือกบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เหตุผลหนึ่งมาจากกสิกรไทยเป็นบริษัทที่นำ บริษัท น้ำตาลครบุรี (KBS) ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเข้าระดมทุนใน SET ได้อย่างเรียบร้อยดี
ขณะเดียวกัน “ศิรอาภา” ยังมีหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกระบวนการทุกอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น ทั้งในด้านกฎหมาย การติดต่อกับฝ่ายดูกฎเกณฑ์ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จนเป็นบริษัทแรกใน จ.นครสวรรค์ ที่เข้าร่วมโครงการหุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัดในรุ่นแรก
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการดูแลพันธมิตรต่างประเทศที่แสดงความสนใจมาร่วมลงทุนบริษัท ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนของสิงคโปร์ หรือล่าสุดคือกลุ่มทุนจากญี่ปุ่น ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น และนิสชิน ชูการ์ เข้ามาร่วมทุนกับบริษัท จนในที่สุดออกมาเป็นโครงสร้างให้กลุ่มทุนสองชาตินี้เข้ามาถือหุ้น KTIS หลังบริษัทเข้า SET แล้วเรียบร้อย
ทั้งนี้ คุณพ่อมองว่า บริษัทน่าจะนำเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 957 ล้านหุ้น และจดทะเบียนเข้า SET ได้ภายในครึ่งแรกของปี 2557 ได้ และเมื่อเข้าตลาดหุ้นก็ติดอันดับเซต 50 ทันที เพราะจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มากกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทน่าจะรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไว้ทั้งหมด 70% ได้
อย่างไรก็ดี ความที่เธออายุยังน้อย แต่ต้องเป็นแกนหลักในการติดต่อ ประสานงานทั้งบริษัทที่ปรึกษาการเงินและผู้ร่วมทุนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่และมีประสบการณ์มากกว่าเธอในหลายด้าน แต่ “ศิรอาภา” บอกว่าหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่กดดัน แต่สำหรับเธอมองว่าการที่อายุยังน้อยกลับเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะเวลาเข้าหาผู้ใหญ่ การที่เรายังเด็กมีความอ่อนน้อมถ่อมตนจะทำให้เขาช่วยสอนหรือแนะนำเราได้อย่างเต็มที่ หรือการทำงานที่บริษัทก็จะเน้นความเป็นทีมเวิร์ก เราจะไม่ได้เอาความเป็นลูกเจ้าของบริษัทมาคุยงาน และเขาก็จะมองเราเป็นทีมงานคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าตลอดที่ผ่านมาได้รับการช่วยเหลือที่ดีจากทุกฝ่ายตลอด หลังเริ่มเข้ามาทำงานที่บริษัทจริงจังในเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา
สำหรับแนวทางการทำงานของเธอนี้ คนที่เป็นต้นแบบมิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณพ่อของเธอในฐานะที่เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ทำให้ต้องออกมาช่วยงานคุณปู่ตั้งแต่วัยรุ่น
สิ่งที่เธอจำและยึดเป็นตัวอย่างก็คือ การเป็นคนซื่อสัตย์ โปร่งใส โดยเฉพาะกับชาวไร่อ้อยที่เป็นผู้ผลิตแหล่งวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลออกมาว่า บริษัทและชาวไร่อ้อยจะต้องเติบโตไปด้วยกัน ตามนโยบายที่คุณปู่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่า “ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง กลุ่มเรามั่นคง” ซึ่งรวมถึงคราวนี้ที่ต้องการให้ชาวไร่อ้อยได้เป็นเจ้าของบริษัทด้วย จึงอยู่ระหว่างการจัดสัดส่วนให้ชาวไร่อ้อยได้ซื้อหุ้น KTIS โดยทางบริษัทจะเป็นแกนหลักในการให้ความรู้หรือติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์ให้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการให้ บล.เคที ซีมิโก้ ซึ่งเป็นแกนผู้จำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นคิดสัดส่วนอยู่
นอกจากนั้น คุณพ่อยังเป็นนักสู้ที่มีความอดทนสูงมาก เพราะเป็นคนที่ต้องมาช่วยงานคุณปู่ เริ่มตั้งแต่เป็นยี่ปั๊วกระจายสินค้าน้ำตาลทราย จนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศ ผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาจากหนี้หลักพันล้านเป็นหมื่นล้านบาท ก็ไม่เคยรู้สึกท้อจนในที่สุดสามารถล้างหนี้ทั้งหมดได้เมื่อ 34 ปีที่ผ่านมานี้ และบริษัทกำลังจะเข้าสู่การขยายสัดส่วนรายได้ไปยังผลิตภัณฑ์อื่นมากขึ้น ตั้งแต่การนำของเสียที่เกิดระหว่างกระบวนการผลิตมาพัฒนาเป็นสินค้าอย่างอื่น เช่น โรงงานปุ๋ยชีวภาพ การผลิตก๊าซชีวภาพ และรวมถึงการผลิตโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจากชานอ้อย และจากพลังงานชีวมวล เป็นต้น
สำหรับอนาคตทายาทรุ่นที่ 3 คนนี้ อยากจะเห็น KTIS จะต้องเป็นบริษัทที่สามารถอยู่ระยะยาวและมีความเป็นมืออาชีพ รวมถึงเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ
ขณะที่อนาคตของเธอหลังจากที่เป็นแกนหลักพาบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้ว อีกสักพักจะขอเวลาไปเรียนต่อด้านการบริหารที่สหรัฐ หลังจากที่ให้พี่ชายและน้องชายไปเรียนโทจนจบมาก่อน แต่ “ศิรอาภา” ก็บอกว่าจะพยายามจะไปเรียนต่อให้ได้ตามที่คุณพ่อตั้งใจ และหลังจากนั้นจะได้กลับมาช่วยคุณพ่อได้อย่างเต็มแรงอีกครั้ง







