
ความรู้สึกคือเหตุผลอย่างหนึ่ง!
ใกล้วันวาเลนไทน์ หลายคนให้เหตุผลของความรักว่า รักก็เพราะรัก ความรู้สึกแค่นี้เกินกว่าเหตุผลใดๆ แล้วเรารู้ตัวกันไหมคะว่า เราใช้ความรู้สึกเป็นเหตุผลในหลายเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องรักๆ ค่ะ
ใกล้วันวาเลนไทน์ หลายคนให้เหตุผลของความรักว่า รักก็เพราะรัก ความรู้สึกแค่นี้เกินกว่าเหตุผลใดๆ แล้วเรารู้ตัวกันไหมคะว่า เราใช้ความรู้สึกเป็นเหตุผลในหลายเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องรักๆ ค่ะ
มีการทดลองของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อหลายปีก่อน ของคนกับลิงชิมแปนซี ด้วยการเอาของกินมาล่อ โดยมีตัวเลือกระหว่าง หยิบกินทันที จะได้กิน 1 ชิ้น หรือ ยอมรอ 2 นาที จะได้กิน 3 ชิ้น ซึ่งผลออกมาน่าแปลกใจ เมื่อลิงชิมแปนซีมีแนวโน้มที่จะรอได้มากกว่าคนถึง 4 เท่า!
มาดูการทดลองที่ 2 นักวิจัยได้สอบถามกลุ่มตัวอย่างว่า ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้ากลุ่มตัวอย่างจะกินอะไร ระหว่างกล้วยหอม (อุดมประโยชน์) กับช็อกโกแลต (เต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาล) ผู้คนเลือกช็อกโกแลตเพียง 26% แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ ผู้วิจัยถามอีกครั้งว่า ถึงตอนนี้คุณจะเลือกกินอะไร ผลปรากฏว่า มีการเลือกช็อกโกแลตเพิ่มเป็น 70%!
อีกสักตัวอย่าง เป็นการสอบถามเช่นกัน คุณจะเลือกอะไร ระหว่างได้เงิน 100 บาทในอีก 52 สัปดาห์ข้างหน้า หรือรอถึง 54 สัปดาห์ แล้วจะได้เงิน 125 บาท คนส่วนใหญ่เลือกอันหลังซึ่งเป็นการใช้เหตุผลที่ดี แต่เมื่อเปลี่ยนโจทย์เป็น ถ้าให้เงินคุณวันนี้ 100 บาท กับให้คุณรออีก 2 สัปดาห์แล้วจะได้เงิน 125 บาท ผู้คนกลับเลือกอันแรก เพราะต้องการเงินทันที ทั้งที่ทั้งสองคำถามคือการรอ 2 สัปดาห์เหมือนกัน แต่คำตอบกลับต่างกัน
การทดลองทำให้เรามองเห็นพฤติกรรมของคน ที่มีแนวโน้มจะคว้าสิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจตรงหน้า มากกว่าจะรอคอยผลลัพธ์ที่ (น่าจะ) ดีกว่าในอนาคต ซึ่งในทางจิตวิทยาการลงทุนเรียกว่า Present Bias Preferences และเราทุกคนล้วนถูกกระตุ้นให้เกิด Present Bias อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะจากป้ายและคำโฆษณาที่ตอบสนองความพึงพอใจในระยะใกล้ ซึ่งเมื่อเผลอให้ความรู้สึกนำหน้าเหตุผลแล้ว การตัดสินใจอาจผิดพลาดได้ง่าย มาลองดูกันค่ะ
เมื่อเห็นป้าย SALE 5070% ซื้อ 1 แถม 1 หรือผ่อน 0% นาน 10 เดือน การตัดสินใจใช้จ่ายตามแคมเปญการตลาดเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี ถ้าสินค้านั้นเราจำเป็น (Need) ต้องใช้อยู่พอดี แต่ส่วนใหญ่การซื้อตามแคมเปญการตลาดนี้มักเกิดกับสินค้าที่เราไม่จำเป็นต้องมีไว้ตอนนี้ เช่น รองเท้าคู่ที่ 25 หรือคอร์สฟิตเนสที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาเวลาตอนไหนไปใช้ แคมเปญการตลาดทำให้เราตัดสินใจได้เร็ว (เกินไป) และมองข้ามภาระทางการเงินในอนาคตไปอย่างไม่มีเหตุผล
มาดูทางด้านการลงทุนบ้าง โฆษณาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในเวลาสั้นอย่าง Trigger Fund ที่เราพบเห็น เช่น โอกาสรับผลตอบแทน 8% ภายใน 8 เดือน ซึ่งด้วยระยะเวลาการลงทุน (ตามโฆษณา) ที่สั้น และผลตอบแทนที่ไม่น้อยไม่มากเกินไป ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายโดยลืมที่จะให้ความสำคัญกับคำเตือนและคำอธิบายต่างๆ ซึ่งถ้าไม่ขยันอ่านรายละเอียดก็ต้องตั้งคำถามเป็น เพื่อที่จะเบรก Present Bias ที่กำลังจินตนาการเห็น 8% ลอยอยู่แค่เอื้อม
1) “เป้าหมาย 8% ภายใน 8 เดือน” เป็นการรับประกันหรือเปล่า? เปล่า เป็นเพียงเป้าหมายที่จะเลิกกอง ซึ่งจะถึงเป้าหมายนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้จัดการกองทุนและสถานการณ์ตลาด การตัดสินใจจึงมักขึ้นอยู่ที่ว่าเราเชื่อฝีมือผู้จัดการกองทุนของ บลจ.แห่งนี้แค่ไหน ประวัติผลงานเป็นอย่างไร (ดูประวัติย้อนหลังให้ครบทุกกองนะคะ ถ้าเขาแสดงผลงาน 3 กอง เว้น 2 กอง หรือข้ามบางรุ่นไป ให้สงสัยไว้ก่อนว่า กองที่หายไปคือกองที่ไม่ถึงเป้าหมาย) และอีกปัจจัยที่น่าให้ความสนใจคือ สภาวะตลาดในช่วงนั้นควรเป็นขาขึ้น เพราะหากเป็นขาลง ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ฝีมือมหาศาลถึงจะสวนตลาดได้สำเร็จ
2) ในช่วง 8 เดือนถ้าผลตอบแทนถึง 8% จะเป็นอย่างไร? กองทุนจะปิดลง ผู้ลงทุนจะได้เงินลงทุนคืนพร้อมผลตอบแทน หรือบางแห่งโอนไปลงทุนต่อในกองอื่นโดยอัตโนมัติ (อาจคิดค่าธรรมเนียมการโอนด้วย) แต่ถ้าตลาดยังขึ้นต่อไปอีกก็เหมือนว่าผู้ลงทุนจะเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า 8%
3) ในช่วง 8 เดือนหากเกิดขาดทุน ต้องการจะขายออกเพื่อหยุดขาดทุนได้ไหม? ไม่ได้ เงินลงทุนต้องอยู่ต่อจนครบกำหนดเวลา
4) ถ้าครบ 8 เดือนแล้วยังไม่ Trigger กองทุนจะเป็นอย่างไร? ขึ้นอยู่กับนโยบาย เช่น (1) กองทุนจะปิดลงและคืนเงินให้ผู้ลงทุนในราคา NAV ตอนนั้น ซึ่งอาจโอนเงินเข้าธนาคารหรือโอนเข้ากองทุนนโยบายเสี่ยงต่ำ หรือ (2) เปลี่ยนเป็นกองทุนที่ให้ซื้อขายได้ทุกวันโดยคงนโยบายการลงทุนไว้เหมือนเดิม หรือ
(3) มี Trigger ใหม่สำหรับช่วงเวลาถัดไป เช่น 4% ในอีก8 เดือนต่อไป แล้วถ้าครบเวลาแต่ยังไม่ได้ 4% อีกล่ะ... อย่าลืมถามต่อนะคะ
5) ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแค่ไหน? กองทุนประเภทนี้ต้องใช้การบริหารจัดการมากกว่ากองทั่วไป จึงอาจเก็บสูงกว่า ผู้ลงทุนควรสอบถามด้วยว่า 8% ที่โฆษณา ก่อนหรือหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้ว
มีผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบ Trigger Fund เพราะเห็นว่าช่วยผู้ลงทุนที่ไม่มีความชำนาญในการจับจังหวะเข้าลงทุนได้ และผู้ลงทุนบางคนที่ขายไม่เป็น แม้ว่าจะได้กำไร คิดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงถือต่อไปจนในที่สุดตลาดกลับทางกลายเป็นขาดทุนไป
ก่อนจะลงทุนหรือใช้จ่ายอะไร ถามตัวเองย้ำๆ นะคะว่า กำลังใช้ความรู้สึกหรือเหตุผล ...เช่นเดียวกับที่จะซื้อดอกกุหลาบช่อละ 2,0003,000 บาทในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ค่ะ (ขอให้เครดิต “หนุ่มเมืองจันทน์” เจ้าของคำที่เป็นชื่อเรื่องตอนนี้)
ก.ล.ต.อยากเห็นคนไทยลงทุนด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง







