
ลีสซิ่งกสิกรไทยต่ำเป้า14%
ปัจจัยรถคันแรกการเมืองทำป่วนโชคช่วยกำไรไม่หดทำได้472ล้าน
ปัจจัยรถคันแรกการเมืองทำป่วนโชคช่วยกำไรไม่หดทำได้472ล้าน
ลีสซิ่งกสิกรไทย ปล่อยกู้ต่ำเป้า 14% ตามภาวะตลาด ยังดีกำไรเพิ่ม 1%
นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทปล่อยสินเชื่อรวมได้ ซื้อใหม่และลีสซิ่งรถยนต์ได้รวม 74,748 ล้านบาท ลดลงจากปี 2555 ประมาณ 14% แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อและเช่าใช้รถยนต์ใหม่ 39,259 ล้านบาท ลดลง 5.2% และสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 35,489 ล้านบาท ลดลง 22.2% แต่ในส่วนของยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 89,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7.6% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลอยู่ที่ 0.86%
อย่างไรก็ตาม หลังจากหักการตั้งสำรองพิเศษเพื่อรองรับความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและอาจเป็นผลกระทบต่อลูกค้าได้ในอนาคต ยังทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 472 ล้านบาท (รวมกำไรสุทธิของบริษัท โพรเกรส มัลติ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด บริษัทของบริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด) เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ประมาณ 1%
“ผลการดำเนินงานของเราในปีที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในทิศทางเดียวกับตลาดรถยนต์ที่มียอดขายรวมลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรก และปัญหาทางการเมืองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งแม้สภาพตลาดรถยนต์โดยทั่วไปจะถดถอย แต่ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ก็ยังมีโอกาสเติบโตขึ้นอีก ซึ่งเราก็จะปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตาม โดยในปี 2556 ที่ผ่านมา ยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์สูงกว่า 151 ซีซี อยู่ที่ตัวเลข 69,787 คัน เพิ่มขึ้น 45.5% จากปี 2555 ที่มียอดจดทะเบียน 47,960 คัน โดยปัจจัยที่เป็นแรงผลักสำคัญทำให้ตลาดบิ๊กไบค์ยังขยายไปได้อย่างต่อเนื่อง คือ กลุ่มผู้ซื้อหลักเป็นกลุ่มที่มีฐานะมั่นคงระดับหนึ่ง ทำให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านการเงินน้อยกว่า ขณะเดียวกันการลงทุนผลิตบิ๊กไบค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นจาก ทั้งญี่ปุ่น จีน และยุโรป ที่ทยอยเข้ามาตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ราคาขายบิ๊กไบค์ถูกลง ส่งผลให้กลุ่มผู้ซื้อขยายฐานออกไปกว้างมากขึ้น ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ยังเป็นช่วงที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้อารมณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในหมวดยานยนต์อาจได้รับผลกระทบบ้าง” นายอัครนันท์ กล่าว
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อและเช่าใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะเดียวกันบริษัทมีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าในกลุ่มรถบิ๊กไบค์ รถกระบะ และกลุ่มลูกค้ารถบรรทุกรายย่อยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคาดว่าสินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทยจะมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด โดยตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อรวม 80,848 ล้านบาท หรือขยายตัวจากปี 2556 ที่ 8% พร้อมตั้งเป้ากำไรที่ 443 ล้านบาท ขยายตัว 9.9% พร้อมควบคุมเอ็นพีแอลให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 1.1%
ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวมของธุรกิจเช่าซื้อในปีนี้จะมีการขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวลดลงมาอยู่ที่ 10% และมีความเสี่ยงจากปัญหาเอ็นพีแอลที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2556 ประกอบกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการเช่าซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพลูกค้าควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ ซึ่งปีนี้คงไม่เห็นการแข่งขันเรื่องราคาที่รุนแรงหรือการเพิ่มสัดส่วนวงเงินสินเชื่อ
ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย
อาจยังจำเป็นที่ต้องเลี่ยงไปจับตลาดเช่าซื้อสินค้าประเภทอื่นที่มีการแข่งขันน้อยกว่าแทน
ด้านธุรกิจสินเชื่อรถแลกเงิน ซึ่งมีทิศทางชะลอตัวค่อนข้างแรงในปี 2556 ที่ผ่าน น่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นได้ในปี 2557 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานที่ต่ำในปีก่อน และอีกส่วนมาจากความต้องการสินเชื่อรายย่อยที่ยังคงมีอยู่ ประกอบกับการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการ ซึ่งในปีนี้น่าจะหันมารุกตลาดนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนดี ใกล้เคียงกับการให้บริการเช่าซื้อรถยนต์มือสอง ภายใต้ความเสี่ยงที่บริหารจัดการด้วยการจำกัดอายุรถไม่เกินประมาณ 12 ปีแล้ว และมีปัจจัยหนุนจากมูลค่ารถใช้แล้วที่น่าจะแตะระดับต่ำสุดไปแล้วในปี 2556 ที่ผ่านมา อีกทั้งการรุกตลาดสินเชื่อดังกล่าว ยังเป็นการขยายฐานลูกค้าออกไป โดยไม่ต้องพึ่งพิงตลาดรถใหม่ที่อยู่ในสภาพชะลอตัวเพียงอย่างเดียว







