
เอกซเรย์การค้าไทย-จีนสุดุดสารพัดความท้าทาย
การค้าระหว่างประเทศไทยจีน เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการนำเข้าและส่งออก จีนได้กลายมาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหากรวมการส่งออกสินค้าไทยไปยังฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวันเข้าด้วยกันแล้ว ตลาดจีนโดยรวมจะมีสัดส่วนทางการค้ามากกว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย แต่การค้าขายระหว่างไทยและจีนกลับซ่อนความท้าทายและปัญหาไว้มากมาย
การค้าระหว่างประเทศไทยจีน เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการนำเข้าและส่งออก จีนได้กลายมาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหากรวมการส่งออกสินค้าไทยไปยังฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวันเข้าด้วยกันแล้ว ตลาดจีนโดยรวมจะมีสัดส่วนทางการค้ามากกว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย แต่การค้าขายระหว่างไทยและจีนกลับซ่อนความท้าทายและปัญหาไว้มากมาย
ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ได้ฉายภาพการค้าไทยจีน ว่า สินค้าไทยยังเข้าสู่ตลาดจีนในลักษณะกระจุกตัวสูงในเชิงภูมิศาสตร์ โดยสินค้าส่วนใหญ่ส่งออกผ่านฮ่องกง และมณฑลกวางตุ้งเป็นหลัก ก่อนส่งไปยังตลาดปลายทางที่ใกล้เคียง
แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การส่งออกเริ่มกระจายตัวผ่านนครเซี่ยงไฮ้ มณฑลชานตง เจียงซูเจ้อเจียง กว่างซี และยูนนานมากขึ้นโดยลำดับ ทว่าเมื่อพิจารณาจากจำนวนจุดนำเข้าสินค้าไทยสู่ตลาดจีนที่มากขึ้นแล้ว การขยายตัวของตลาดดังกล่าวก็ยังไม่ได้ทำให้การส่งออกของไทยในปัจจุบันเข้าข่าย “กระจายตัว” ในเชิงภูมิศาสตร์เลย
ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยที่ผ่านมณฑลกวางตุ้ง และเมืองท่าบริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียงรวมกันคิดเป็นกว่า 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปจีน ลักษณะดังกล่าวทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นและมีตลาดในวงแคบกว่าที่ควรจะเป็น
ด้านความหลากหลายของประเภทสินค้า การส่งออกของไทยสู่จีนมีลักษณะที่กระจุกตัวสูงเช่นกัน กล่าวคือ มูลค่าสินค้าส่งออก 5 รายการแรก ได้แก่ เครื่องจักรกลอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพารา พลาสติก และอินทรีย์สารมีสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยสู่จีน ขณะที่สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าขั้นปฐมภูมิหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป
แม้ว่าไทยมีสินค้าที่มีคุณภาพและเต็มไปด้วยมือการตลาดที่เก่งกาจ แต่กลับพบว่า สินค้าสำเร็จรูปที่มีตราสินค้าของไทยยังเข้าไปทำตลาดในจีนได้ค่อนข้างน้อยมาก หรือเรียกได้ว่า การแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีนอยู่บนพื้นฐานของกลยุทธ์ด้านราคาเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่สินค้าไทยมีความได้เปรียบในระยะยาว การส่งออกของไทยสู่ตลาดจีนจึงสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และแฝงไว้ซึ่งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ในเชิงการตลาด สินค้าไทยยังเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายและช่องทางจัดจำหน่ายของจีนค่อนข้างจำกัด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะปานกลาง และกำลังทอดทิ้งกลุ่มคนจีนที่มีฐานะทางสังคมจำนวนหลายร้อยล้านคนไปโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ การอยู่ห่างจากตลาดมากเกินไปทำให้ผู้ประกอบการไทยอาจไม่สามารถทำตลาดจับกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ทันที ขณะเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมาช่องทางจัดจำหน่ายสมัยใหม่ในจีนได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเต็มไปด้วยความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ตคุณภาพดี อีคอมเมิร์ซชมรมสันทนาการ และสโมสรกีฬา แต่สินค้าไทยกลับเจาะเข้าสู่ช่องทางเหล่านี้ได้น้อยมาก
ขณะที่อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ แม้การส่งออกของไทยสู่ตลาดจีนขยายตัวในอัตราที่สูงมาก แต่ต่ำกว่าการขยายตัวของการนำเข้าสินค้าของจีน ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกของสินค้าไทยสู่ตลาดจีนเมื่อเทียบกับการนำเข้าโดยรวมของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2.5% ในปี 2552 เหลือเพียง 2.1% ในปี 2555 และหากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดเหลือต่ำกว่า 2% ในอนาคตอันใกล้
สำหรับสินค้าเกษตร แม้จีนมีแนวโน้มความต้องการมากขึ้น แต่สินค้าไทยต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคและมาตรการกีดกันทางการค้าทั้งทางด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม โควตานำเข้า และมาตรฐานคุณภาพสินค้า รวมทั้งเครือข่ายทางการค้าตั้งแต่การนำเข้าไปจนถึงมือผู้บริโภคก็ตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการจีนเกือบทั้งหมด โดยในระดับมณฑลหรือมหานคร จีนยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบ “ห่วงโซ่อุปทาน” ที่เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่เป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรของไทยบางประเภท เช่น ข้าวหอมมะลิ ยังประสบปัญหาการปลอมปนและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่ผลไม้ไทยยังเน้นการขายเชิงปริมาณ และการแข่งขันด้านราคา รวมทั้งมีภาพลักษณ์ที่ลดลงเมื่อเทียบกับผลไม้นำเข้าชั้นนำของชาติอื่น ส่งผลให้ผลไม้ไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาต่อปริมาณค่อนข้างน้อย
ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำการค้ากับจีนต้องคิดในเชิงบวก และมองระยะยาว โดยมองความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีนในเชิงบวก อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 7% ต่อปีในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 12 (25542558) แต่ไม่ได้ทำให้ตลาดจีนเล็กลง กลับจะมีขนาดใหญ่โตขึ้นมาก เมื่อเทียบกับของตลาดอื่นๆ
ขณะเดียวกัน ตลาดจีนยังเปิดกว้างสำหรับสินค้าและบริการของไทยอยู่อีกมาก การปรับฐานการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือและเทคโนโลยีเข้มข้นจะเป็นโอกาสที่ดีของวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปของไทยจำนวนมากที่เน้นการแข่งคุณภาพ ขณะเดียวกันการขยายตัวของชุมชนเมืองก็สร้างโอกาสที่ดีในการเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่สะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น รัฐบาลจีนยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวในปี 2563 ให้สูงขึ้นอีก 1 เท่าตัวจากฐานปี 2553 นั้นหมายความว่า ชาวจีนที่รวยขึ้นทุกวันจะมีกำลังซื้อรอจับจ่ายใช้สอยกับสินค้าและบริการของไทยอยู่เป็นจำนวนมาก







