posttoday
ยกเครื่องการศึกษาแนะปฏิรูปครูอันดับแรก

ยกเครื่องการศึกษาแนะปฏิรูปครูอันดับแรก

04 กุมภาพันธ์ 2557

ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ในปีงบประมาณ 2557 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณด้านการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนถึงกว่า 2,200 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียนออกมาจำนวนมาก เช่น การยกระดับผลคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทย ซึ่งเป็นการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คำถามคือรัฐเดินมาถูกทางหรือไม่ และแท้จริงแล้วควรแก้ไขหรือพัฒนาเรื่องใดก่อนเป็นอันดับแรก

ศีลชัย เกียรติภาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) ผู้ประกอบธุรกิจการสร้างสรรค์แหล่งสื่อสารองค์ความรู้ กล่าวในฐานะ Knowledge Agent ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดในการปฏิรูปการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ พร้อมแข่งขันเมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คือ การยกระดับคุณภาพครูไทยทั่วประเทศ

“ชีวิตของเด็กคนหนึ่ง เราแบ่งเวลาออกได้เป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคืออยู่กับผู้ปกครอง ส่วนที่สองคืออยู่กับโรงเรียน และส่วนสุดท้ายคืออยู่กับเพื่อนหรือนอน ดังนั้นรอบตัวเด็กจึงมีแต่บุคคลและสถานที่เหล่านี้ และกว่าจะจบ ม.6 เด็กยังต้องไปโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เห็นครูเป็นต้นแบบของตัวเอง จึงต้องตั้งคำถามว่าครูเราเป็นโรลโมเดลที่ดีของเด็กหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องยกระดับ”

สำหรับสาเหตุที่เขามองว่าต้องปฏิรูปครูก่อนเป็นลำดับแรกนั้น เพราะเขามองว่าการศึกษาทั้งระบบเป็นภาพใหญ่ มีพลวัตความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากยึดเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรเป็นลำดับแรก จะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งระบบ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเมื่อส่วนกลางกำหนดให้ปรับเปลี่ยนหลักสูตร มักจะต้องเริ่มจากโรงเรียนนำร่องในเมือง กว่าจะปรับเปลี่ยนไปถึงโรงเรียนในต่างจังหวัด ในพื้นที่ห่างไกล ก็มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรกันใหม่อีกครั้ง สรุปคือเด็กในต่างจังหวัดอาจจะไม่ทันได้ใช้หลักสูตรใหม่เลยมาเป็น 10 ปี

ศีลชัย วิเคราะห์อีกว่า ในเชิงโครงสร้างระบบการศึกษาเองก็เช่นเดียวกัน การปฏิรูปนโยบายการศึกษาเชิงโครงสร้างทำให้เกิดขึ้นจริงได้ยาก ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยน รมว.ศึกษาธิการหลายคน และแต่ละคนก็มีนโยบายแตกต่างกัน นโยบายของคนแรกยังเดินหน้าไปได้ไม่ทันไร นโยบายของคนใหม่ก็มา ก็เปลี่ยนแปลงอีก ขาดความต่อเนื่อง

“ในทางตรงกันข้าม หากเราปฏิรูปครูก่อน ย่อมทำได้ง่ายกว่า เพราะครูคือคนที่ต้องอยู่กับเด็กจริงๆ ไม่เปลี่ยนคน หากเด็กได้ครูที่ดีและเป็นโรลโมเดลที่ดีด้วยจะยิ่งทำให้เด็กมีพัฒนาการ”

นอกจากนี้ หากเทียบจำนวนครูในระบบการศึกษาปัจจุบัน 67 แสนคน กับจำนวนผู้ปกครองซึ่งควรต้องเป็นโรลโมเดลเช่นกัน จำนวนหลายล้านคน การปฏิรูปครูในระบบย่อมทำได้ง่ายกว่า และครูในระบบยังเป็นโรลโมเดลของเด็กได้พร้อมกันครั้งละ 4050 คนด้วย

ศีลชัย บอกว่า ครูที่ดีนั้น ปัจจุบันสังคมมักให้ค่าอยู่กับเรื่อง “สอนอะไร” ตั้งโจทย์ให้ครูสอนวิชาใหม่ๆ แต่แท้จริงแล้วเขาเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ “สอนอย่างไร” มากกว่า

“สมมติเรามีครูที่เก่งมาก แต่ไม่ได้มีวิธีการสอนที่ดี พยายามสื่อสารกับเด็กก็ไม่เกิดประโยชน์ สู้มีครูที่อาจให้เด็กร้องรำทำเพลงแบบเฮฮา แต่พอเดินออกจากห้องเรียนมา เด็กได้ความรู้บางอย่างไปแบบไม่รู้ตัว แบบนั้นอาจจะเกิดประโยชน์กว่า”

เขาเสริมอีกว่า หากครูคือคนที่เปลี่ยนแปลงคนได้ 4050 คน ครูใหญ่ก็คือคนที่จะเปลี่ยนแปลงเด็กได้ครั้งหนึ่งเป็นพันคน เคยมีงานวิจัยพบว่า เมื่อย้ายครูใหญ่บางคนไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนแห่งนั้นก็สามารถยกระดับเด็กให้มีคุณภาพขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ครูใหญ่ในยุคประชาคมอาเซียนควรมี คือ ความรู้ความสามารถในการชี้นำ ผลักดัน ยกระดับคุณภาพครูในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องรู้ว่าจะทุ่มเททรัพยากร เช่น งบประมาณ ลงไปกับเรื่องใดจึงจะเกิดผลต่อตัวเด็กด้วย

“เรื่องผลสอบ PISA หรือการจัดลำดับใดๆ ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา หรือ โออีซีดี ไม่ใช่เรื่องที่เราจะทุ่มเทไปตอนนี้ การเอาผลคะแนน ผลการจัดลำดับพวกนี้มาคุยข่มกันไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว หากยกระดับครูให้ดี ครูนี่แหละคือคนที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาของเด็กๆ ทั้งหมดจนครบทั้งพลวัต”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท