posttoday
การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

04 กุมภาพันธ์ 2557

หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยไม่มีความรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันในตอนแรก ทำให้ตลาดหุ้นดีใจด้วยการปรับขึ้นถึง 18 จุดภายในวันเดียว และทำให้กราฟดัชนีตลาดดูดีขึ้นอย่างน้อยก็ในระยะสั้นเมื่อผ่าน 1,280 จุดขึ้นมาได้อย่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และแน่นอนว่ายังจะมีการเลือกตั้งกันอีกหลายครั้งหลายหน โดย กกต.เองยังเคยระบุว่าน่าจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4–5 เดือนนับจากนี้ หมายความว่าเราจะยังคงอยู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่มีรัฐบาลแบบปกติที่จะบริหารประเทศให้เดินหน้า แม้จะได้เคยบอกว่าการเมืองไทยซึมลึกอยู่ในดัชนีตลาดไปมากแล้ว แต่การที่ยังไม่เห็นอนาคตว่าเศรษฐกิจจะไปทิศทางใด และตลาดหุ้นก็มักเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจ สภาพการณ์แบบนี้จึงยังไม่ดึดดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนอย่างจริงๆ จังๆ ยกเว้นจะเห็นราคาหุ้นที่ถูกจนคุ้มค่าความเสี่ยง นั่นหมายถึงช่วงที่ตลาดตกแรงอีกครั้ง

หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยไม่มีความรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันในตอนแรก ทำให้ตลาดหุ้นดีใจด้วยการปรับขึ้นถึง 18 จุดภายในวันเดียว และทำให้กราฟดัชนีตลาดดูดีขึ้นอย่างน้อยก็ในระยะสั้นเมื่อผ่าน 1,280 จุดขึ้นมาได้อย่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และแน่นอนว่ายังจะมีการเลือกตั้งกันอีกหลายครั้งหลายหน โดย กกต.เองยังเคยระบุว่าน่าจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4–5 เดือนนับจากนี้ หมายความว่าเราจะยังคงอยู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่มีรัฐบาลแบบปกติที่จะบริหารประเทศให้เดินหน้า แม้จะได้เคยบอกว่าการเมืองไทยซึมลึกอยู่ในดัชนีตลาดไปมากแล้ว แต่การที่ยังไม่เห็นอนาคตว่าเศรษฐกิจจะไปทิศทางใด และตลาดหุ้นก็มักเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจ สภาพการณ์แบบนี้จึงยังไม่ดึดดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนอย่างจริงๆ จังๆ ยกเว้นจะเห็นราคาหุ้นที่ถูกจนคุ้มค่าความเสี่ยง นั่นหมายถึงช่วงที่ตลาดตกแรงอีกครั้ง

ข้อดีของตลาดบ้านเรา คือ ต่างชาติขายหุ้นออกไปมากแล้วโดยในปี 2556 ที่ผ่านมาขายไปถึง 1.86 แสนล้านบาท และในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาได้ขายไปแล้วอีก 1.37 หมื่นล้านบาท โอกาสที่จะถูกขายกระหน่ำจึงเหลือน้อยเต็มที ประกอบกับค่า PE ปัจจุบันที่ 11.5 เท่า ถือว่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 11.0 เท่า และการชุมนุมในช่วงปี 2552–2553 ที่อยู่ที่ 10.7–11.0 เท่า จึงถือว่าความเสี่ยงขาลงน่าจะจำกัด เพียงแต่ยังถูกไม่มากพอเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้านในภูมิภาค

ดังนั้น หากจะซื้อเพื่อการลงทุน น่าจะต่อราคาได้อีก โดยดูจังหวะที่ตลาดปรับลงแรงและต้องคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวคือมองข้ามสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันเลยไปถึงครึ่งปีหลังจนถึงปีหน้า เชื่อว่าน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีพอควร

แม้ว่า SET Index จะยังไม่ถูกถึงที่สุด แต่เริ่มมีหุ้นที่ถูกกว่าช่วงชุมนุมทางการเมืองปี 2552–2553 แล้วคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยเฉพาะ SCB, KBANK, TISCO, BBL, KTB และ TCAP อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของเราเพิ่งปรับลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารลงเป็น Neutral จากเดิม Overweight เนื่องจากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 4% ต่ำกว่ากลุ่มอื่นมาก เพราะการขยายตัวของสินเชื่อที่แผ่วลงจากการชะลอการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ประกอบกับในเดือน มี.ค.นี้ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เราเชื่อว่าโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีสูง ซึ่งเป็นบรรยากาศที่กดดันราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ การลงทุนในกลุ่มธนาคารจึงต้องเลือกเป็นรายตัวแม้ว่า Valuations จะถูกแล้วก็ตาม โดยหุ้นที่นักวิเคราะห์ของเราชอบที่สุดยังคงเป็น KBANK (ราคาพื้นฐาน 216 บาท)

กลุ่มที่ PE ถูกรองลงมา คือ กลุ่มบ้านที่แม้ PE จะยังไม่ต่ำเท่ากับช่วง Subprime แต่ก็เกือบจะใกล้เท่ากับช่วงน้ำท่วมปลายปี 2544 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์เลวร้ายสำหรับกลุ่มบ้าน หุ้นที่ PE ต่ำมาก ได้แก่ AP, PS, SPALI อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบยังกดดันรอบด้านทั้งการเมืองและหนี้สินภาคครัวเรือนที่สูง เราจึงให้น้ำหนัก Neutral เช่นเดิม โดยมี SPALI เป็นหุ้นที่ชอบที่สุดเพียงตัวเดียว เพราะมีความเสี่ยงที่จะพลาดเป้าด้านรายได้โอนน้อยสุด เพราะมี Backlog รองรับคาดการณ์รายได้โอนแล้ว 93% และเราคาดว่าจะมีกำไรปกติเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม คือ 45% ในปีนี้ ส่วนหุ้นกลุ่มรับเหมาที่ PE ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คือ STEC

สำหรับกลุ่มสื่อสารเริ่มมี PE ที่น่าสนใจแม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดต่ำสุด แต่ด้วยธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่มีความอ่อนไหวน้อยต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งยังมีเงินปันผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ คือ INTUCH อย่างไรก็ตาม หุ้นที่น่าจะปลอดภัยกว่าตัวอื่นๆ ในช่วงครึ่งปีแรกนี้น่าจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก เช่น กลุ่มอาหารส่งออก (CPF, TUF) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA, SVI)

นักลงทุนที่ชอบหุ้นปันผลสูง แนะนำ KGI (คาดจ่าย 0.30 บาท/หุ้น) MBKET (คาดจ่าย 2 บาท/หุ้น) TMT (คาดจ่าย 0.80 บาท/หุ้น) DCON (คาดจ่าย 0.90 บาท/หุ้น) และ ASK (คาดจ่าย 1.18 บาท/หุ้น) ค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท