
Yield Curveเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังเฟดลดขนาดคิวอี
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (27-31 ม.ค.) มีมูลค่ารวม 307,035 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 61,407 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 14% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 65% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 198,460 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 74,352 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,203 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (27-31 ม.ค.) มีมูลค่ารวม 307,035 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 61,407 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 14% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 65% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 198,460 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 74,352 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,203 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB236A (อายุ 9.4 ปี) LB176A (อายุ 3.4 ปี) และ LB155A (อายุ 1.3 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 14,565 ล้านบาท 13,181 ล้านบาท และ 8,397 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB14502B (อายุ 92 วัน) CB14218A (อายุ 14 วัน) และ CB14410A (อายุ 69 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 30,448 ล้านบาท 29,418 ล้านบาท และ 10,711 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน รุ่น HEMRAJ155A (A) มูลค่าการซื้อขาย 354 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ รุ่น TUF147A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 303 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รุ่น MINT155A (A) มูลค่าการซื้อขาย 273 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งเส้น ในช่วงประมาณ +1 ถึง +4 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ตามทิศทางการไหลออกของกระแสเงินทุนต่างชาติ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดขนาดวงเงินในการเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (คิวอี) ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน ซึ่งจะมีผลในเดือน ก.พ.นี้ ในขณะที่จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำต่อไป
นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตการเงินในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแถบละตินอเมริกา อาทิ ตุรกี และอาร์เจนตินา ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของกลุ่มประเทศในแถบเอเชียปรับตัวในแดนลบ จากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ บวกกับประเด็นทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้มีแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุนต่างชาติจากตลาดตราสารหนี้ไทย และมีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น (ราคาพันธบัตรลดลง)
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 1,361 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 1,011 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 350 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 236 ล้านบาท







