
เล็งกู้ชีพ‘เอสเอ็มอี’
นริศตั้งแท่นเสนอแผนช่วยลูกหนี้รายย่อยเจอพิษการเมืองขอปรับโครงสร้างหนี้
นริศตั้งแท่นเสนอแผนช่วยลูกหนี้รายย่อยเจอพิษการเมืองขอปรับโครงสร้างหนี้
เอสเอ็มอีแบงก์ เตรียมอนุมัติมาตรการช่วยผู้ประกอบการ หลังคาดการชุมนุมทางการเมืองส่อแววยืดเยื้อ
นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารของเอสเอ็มอีแบงก์เข้าสำรวจลูกค้าทั้งหมดว่ามีกลุ่มใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง เพื่อเร่งหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร็ว
ที่ผ่านมาเริ่มมีลูกค้าเข้ามาติดต่อขอปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งขอสินเชื่อเพิ่มเติม ขอขยายเวลาชำระหนี้และลดดอกเบี้ย โดยแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมแล้วจำนวนหลายราย ซึ่งลูกค้าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสายป่านทุนสั้น จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบหนักจากการชุมนุมที่ยืดเยื้อ
ทางด้านแหล่งข่าวเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 3 ก.พ. มีการหารือเรื่องผลกระทบการชุมนุมทางการเมืองหลังเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.แล้วเสร็จ โดยที่ประชุมประเมินว่า สถานการณ์อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด และจะส่งผลกระทบต่อลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการท่องเที่ยว
ดังนั้น ทางคณะกรรมการจึงสั่งให้ฝ่ายสินเชื่อแยกลูกค้าที่ได้รับผลกระทบออกเป็นกลุ่ม โดยประเมินจากผลกระทบว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบมาก เช่น กลุ่มท่องเที่ยว ที่มีฐานลูกค้า 4,000 ราย หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม เพื่อเตรียมออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแบบตรงกับความต้องการ และเพื่อป้องกันรายที่ไม่ได้รับผลกระทบจริงแต่ฉวยโอกาสเข้ามาขอปรับโครงสร้างหนี้ด้วย
“หากรายไหนกระทบมาก ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลเรื่องผลกระทบ ทั้งนี้คาดว่าเมื่อฝ่ายจัดการแยกลูกหนี้ได้แล้วจะมีการประชุมเพื่อออกมาตรการเร็วๆ นี้” แหล่งข่าว เปิดเผย
ทั้งนี้ ธนาคารอาจใช้วิธีเยียวยา โดย ยึดโมเดลเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 ซึ่งขณะนั้นได้ขอรับความช่วยเหลือทั้งชดเชยพนักงานโรงแรมที่ถูกเลิกจ้าง ขอผ่อนปรนมาตรการทางภาษีทั้งการค้าและนิติบุคคล และขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจจากเอสเอ็มอีแบงก์วงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นต้น







