
ย้อนรอยความรุนแรงเจาะบาดแผลชาติอาเซียน
ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ประวัติศาสตร์ของหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ดำเนินไปพร้อมกับร่องรอยความรุนแรง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก แต่ขาดความกระจ่างเรื่อง “ความจริง” ว่าใครเป็นผู้กระทำ ผลกระทบที่แท้จริงคืออะไร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จึงจัดเสวนาหัวข้อ “การบันทึกและการเข้าถึงประวัติศาสตร์ความรุนแรงของอาเซียน” เพื่อตั้งโจทย์ถึงประวัติศาสตร์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น อาจารย์ประจำภาควิชาการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย วิเคราะห์ว่า ผู้คนสามารถเข้าถึงประวัติศาสตร์ได้หลากหลายวิธี ได้แก่ 1.เอกสารของรัฐ 2.เอกสารของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มประชาสังคมอื่นๆ 3.คำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ถ่ายทอดผ่านลูกหลานและคนในชุมชน 4.เรื่องสั้นและนิยาย 5.งานศิลปะ 6.ภาพยนตร์
“ถ้าหากความรุนแรงเกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐ ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเอกสารของรัฐจะบันทึกสิ่งเหล่านี้ตรงตามความจริงหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน เราจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ด้วย เพื่อให้ทราบว่าผู้กระทำความรุนแรงนั้นคิดอย่างไร มองอย่างไร”
ไทเรล เลือกยกตัวอย่างความรุนแรงในอาเซียนมาทั้งสิ้น 3 กรณี เริ่มต้นจากกรณีของไทย 24 ม.ค. 2517 ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 เกิดเหตุการณ์เผาหมู่บ้านนาทราย จ.หนองคาย ขึ้น มีผู้เสียชีวิตรวม 3 คน คำอธิบายของผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายในขณะนั้น คือเป็นการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและทหารของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ไม่ได้ระบุว่าฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำ
เมื่อมีนักเคลื่อนไหวพยายามจะค้นหาความจริง โดยเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อคุยกับสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหนังสือพิมพ์ ที่สนใจเหตุการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดคนดังกล่าวก็บอกอีกว่า คนที่เข้ามาคุยนั้นเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อค้นหาความจริงขึ้น
ต่อมามีการบันทึกความเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติคนหนึ่งว่า “มันเป็นธรรมเนียมของการศึกสงคราม เมื่อพบข้าศึกย่อมต้องทำลาย ไม่อย่างนั้นเราก็อยู่ไม่รอด และการที่คนไทยจำเป็นจะต้องประหัตประหารคนไทยบางส่วนนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นที่บ้านนาทราย แห่งเดียว และไม่ได้เกิดขึ้นในยุคทรราช ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคใดยุคหนึ่งโดยเฉพาะ มันเกิดมาทุกยุค”
“ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดปกติในยุคนั้น แต่เป็นความคิดที่เป็นอันตราย ความไม่เข้าใจ ความเกลียดชัง ทำให้คนบางกลุ่มหยุดค้นหาความจริง จนขณะนี้ 40 ปีผ่านไป ก็ยังไม่มีบันทึกใดระบุว่าใครทำ และยังไม่แน่ใจว่าจะมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดเมื่อไหร่”
ต่อมาเป็นกรณีของกัมพูชา มีการบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงไว้โดยฝ่ายรัฐ เช่น ความรุนแรงในเรือนจำ S21 ที่ใช้คุมขังนักโทษการเมืองกว่า 1.7 หมื่นคน ในช่วงที่เขมรแดงครองอำนาจนั้น เมื่อเวียดนามเข้ามาโค่นล้มเขมรแดงก็พบเอกสารกว่า 6,000 หน้า มีบันทึกวิธีการซ้อม การทรมานผู้คน ปัจจุบันเผยแพร่ข้อมูลอยู่ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเคยใช้เป็นเรือนจำ นอกจากนี้ยังมีนิยายไทยเรื่อง “เงาแห่งฝน” ประพันธ์โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ สะท้อนถึงเหตุการณ์ในกัมพูชาด้วย
สุดท้ายคือกรณีของอินโดนีเซีย มีการบันทึกการฆ่าบุคคลที่ถูกสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ผ่านภาพยนตร์เรื่อง The Act of Killing โดยสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทำให้เห็นว่าคนในยุคนั้นมีมุมมองความรุนแรงอย่างไร
ไทเรล บอกอีกว่า ในยุคที่ยังคงมีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ภาคประชาสังคมเองก็ควรมีส่วนร่วมในการบันทึกประวัติศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ไม่ใช่รอฝ่ายภาครัฐบันทึกฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ผู้ที่จะเสพข้อมูลประวัติศาสตร์ก็ต้องมีวิจารณญาณ พยายามอ่านข้อมูลจากทุกฝ่ายให้มากที่สุด
“รวมถึงต้องมีความหวังด้วยว่าจะสามารถทำความจริงเรื่องความรุนแรงให้เกิดขึ้นได้ และสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้”







