
เทรนด์ผม 2014
แวดวงช่างผมมืออาชีพระดับโลก ในแต่ละปีมักมีการร่วมกำหนดเทรนด์หรือแนวโน้มการตัดแต่งทรงผม รวมทั้งการใช้สีสำหรับเส้นผม เพื่อให้เหล่าสไตลิสต์ชั้นนำทั่วโลกนำไปใช้ร่วมกับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่นนิสตาที่ต้องการ “อิน” กับเทรนด์ทรงผมในแต่ละปี
แวดวงช่างผมมืออาชีพระดับโลก ในแต่ละปีมักมีการร่วมกำหนดเทรนด์หรือแนวโน้มการตัดแต่งทรงผม รวมทั้งการใช้สีสำหรับเส้นผม เพื่อให้เหล่าสไตลิสต์ชั้นนำทั่วโลกนำไปใช้ร่วมกับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่นนิสตาที่ต้องการ “อิน” กับเทรนด์ทรงผมในแต่ละปี
ศิริฉัตร ฉัตรแก้ว ประธานสมาพันธ์ช่างผมไทยและผู้อำนวยการสถาบันโทนีแอนด์กาย (ประเทศไทย) กล่าวถึงเทรนด์คอลเลกชั่นทรงผมประจำฤดูกาล 2014 ของโทนีแอนด์กาย ที่เรียกว่า ฟิฟตีฟิฟตี หรือ “50/50” ที่เป็นการผสมผสารระหว่างทรงผมแบบย้อนยุคที่ไปไกลถึงปี 1920-1930
หากนึกภาพไม่ออก ศิริฉัตร บอกว่า ให้คิดถึงแนวทรงผมของดาราสาวฮอลลีวู้ดชื่อก้องโลก “มาริลีน มอนโรว์” กับทรงผมบ็อบสั้นจับลอนหรือทรงผมตัดสั้นระดับติ่งหูของนักแสดงสาวยุคเก่าๆ และหากจะเป็นผมยาวก็ต้องจับคลื่นลอนใหญ่ทิ้งลงมา เป็นต้น
และเมื่อได้ทรงผมแนวย้อนยุคที่ไปไกลขนาดนั้นแล้ว จะต้องเบรกให้มีความเป็นแฟชั่นด้วยการใช้โทนสีแรงๆ ในการทำสีผม ที่จะได้เห็นทั้งสีเขียวสดใสแบบสนามหญ้า หรืออยากใช้สีแดง ก็จะต้องเป็นแดงสด สีส้มเจิดจรัส ฯลฯ
ที่สำคัญเทรนด์สีผมในปีนี้จะไม่ได้เห็นสีอ่อนหรือสีกลางอย่างสีน้ำตาล เข้ามาร่วมในเทรนด์ผมประจำคอลเลกชั่นในปีนี้อย่างเด็ดขาด
นอกจากทรงผมของสาวๆ แล้ว ในส่วนของเทรนด์ทรงผมของผู้ชายก็เช่นเดียวกัน ที่จะเน้นการตัดสั้นหรืออันเดอร์ คัต แบบมีกรอบชัดเจนเช่นเดียวกัน หรือเป็นทรงผมสไตล์คลาสสิกและใช้การทำสีผมแรงๆ เช่นเดียวกับทรงผมของผู้หญิง เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มทรงผมดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้ ศิริฉัตร บอกว่า เป็นความลงตัวระหว่างความเก่าและใหม่ที่ถูกนำมาผสมไว้ด้วยกัน ที่ช่างผมหรือสไตลิสต์ระดับมืออาชีพ จะต้องเกาะติดเทรนด์เอาไว้
หรือแม้แต่กลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการร้านเสริมสวยทำผมทั่วไป หากจะติดตามแนวโน้มทรงผมที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ก็ถือว่าไม่เสียหายแต่อย่างใด ด้วยอาจสามารถนำไปพูดคุยได้กับกลุ่มลูกค้าทั้งขาประจำหรือขาจรก็ได้เช่นกัน ที่ต้องการแนวทรงผมที่ทันสมัยประจำปี
ด้วยปัจจุบันธุรกิจร้านทำผมในประเทศไทย ยังมีแนวโน้มขยายการเติบโตสูง โดยเฉพาะจากโอกาสการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 นี้
ขณะที่ร้านเสริมสวยหรือร้านทำผมก็เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นไม่ยากนัก สามารถดำเนินการให้บริการได้ เพียงแค่มีเจ้าของร้านคนเดียวหรืออาจมีลูกมือช่วยเหลืออย่างน้อย 1 คน ก็สามารถเปิดให้บริการได้แล้ว และหากยิ่งมีทำเลดีๆ เปิดให้บริการตามแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัยพลุกพล่านหรือย่านสำนักงาน ก็ยิ่งมีงานให้บริการดูแลจัดแต่งทรงผมเข้ามามาก
จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีบุคคลจากหลากหลายอาชีพงานประจำทั่วไป อาทิ แดนเซอร์ คนขายก๋วยเตี๋ยว ช่างเทคนิค หรือแม้แต่วิศวกร ฯลฯ ที่หันมาเรียนเสริมในวิชาชีพช่างทำผมมากขึ้น ด้วยเหตุผลหลักส่วนใหญ่ คือ อยากเป็นช่างตัดผมหรือสไตลิสต์ พร้อมมีธุรกิจเปิดร้านทำผมหรือบิวตี้ซาลอนเป็นของตัวเอง จากปัจจุบันมีธุรกิจร้านทำผมที่กระจายอยู่ทั่วไปไม่ต่ำกว่า 2 แสนราย
ด้วยธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำได้ในระดับหนึ่ง และเป็นงานบริการที่ไม่มีวันล้มหายตายจากไปอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นอีกแนวโน้มอาชีพที่น่าสนใจในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากทำอาชีพอิสระ







