
อินเดียขอรื้อเอฟทีเอไทย
อ้างเสียเปรียบหลังยอดนำเข้ากระฉูดนำร่องสินค้าทองคำทั้งสอบเข้มขึ้นภาษี
อ้างเสียเปรียบหลังยอดนำเข้ากระฉูดนำร่องสินค้าทองคำทั้งสอบเข้มขึ้นภาษี
อินเดีย ทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอกับไทย หลังขาดดุลการค้าบาน นำร่องทองคำก่อน
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยข่าวกรองด้านสรรพากร ภายใต้กระทรวงการคลังของอินเดีย ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการลักลอบสินค้าผิดกฎหมาย มีความต้องการทบทวนความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่อินเดียได้ทำกับประเทศต่างๆ รวมถึงไทย โดยจะเสนอให้เพิ่มอำนาจหน่วยงานจัดเก็บภาษีให้สามารถระงับการค้าโดยอัตโนมัติ หากตรวจพบการใช้ความตกลงเอฟทีเอผิดวัตถุประสงค์ จากการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องประดับทองคำที่ทำให้อินเดียขาดดุลการค้าสูงมาก
ทั้งนี้ เอฟทีเอไทยอินเดีย (สินค้านำร่อง 82 รายการ) ทำให้การค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดไทยส่งออกไปอินเดีย 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้า 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอินเดียเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับไทย จึงมีความพยายามที่จะขอทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอมาโดยตลอด รวมทั้งเริ่มเข้มงวดการนำเข้าสินค้าบางรายการ เช่น ทองคำ เพราะอินเดียเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพียง 1.01% แต่เก็บจากประเทศอื่น 15% เป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการบางรายใช้สิทธิเอฟทีเอหลีกเลี่ยงการชำระอากร
“ชาวอินเดียนิยมเครื่องประดับทองของไทย เพราะมีคุณภาพและมีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองสูงถึง 96.5%” นายสมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อินเดียได้เริ่มระงับการนำเข้าสินค้าทองคำจากไทยตั้งแต่เดือน ก.พ. 2556 อ้างว่าหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าของไทยไม่ชัดเจน และอินเดียมีข้อสงสัยการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดจากไทย ที่ปกติต้องมีการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย 20% ของมูลค่าสินค้า แต่อินเดียกักสินค้าไทยไว้ที่ด่าน และเรียกเก็บอากรปกติที่ 15% โดยไม่ได้หารือไทยในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งที่ข้อตกลงเอฟทีเอกำหนดให้หารือกันเพื่อแก้ปัญหา
สำหรับ ผลจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทำให้ปี 2556 ไทยส่งออกเครื่องประดับทองคำไปอินเดียได้เพียง 9.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 123.95 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 และทองรูปพรรณ 1.48 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 52.73 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 หรือลดลงถึง 90% รวมทั้งเข้มงวดการนำเข้าทองคำจากประเทศต่างๆ จนยอดนำเข้าทองคำของอินเดียลดลงถึง 88.45%
“ผู้ผลิตและผู้ส่งออกทองของไทยควรปฏิบัติตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้เอฟทีเอไทยอินเดียอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้อินเดียอ้างได้ว่าต้องทำการทบทวนเอฟทีเอกับไทย เนื่องจากมีการสวมสิทธิแหล่งกำเนิด”







