
ทองรับแรงกดดันการลด QE ต่อเนื่อง
จากการที่เฟดยังคงตัดสินใจลด QE ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ณ ขณะนี้ก็เหลือการใช้ QE ต่อเดือนที่อัตรา 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ผลของการลด QE ยังส่งผลต่อเนื่องไปสู่ตลาดในประเทศเกิดใหม่ อย่างเช่น บราซิล ตุรกี ซึ่งเริ่มมีความกังวลว่า ถ้ามีการชักเม็ดเงินออกในการลด QE อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ จะทำให้ค่าเงินของประเทศเกิดใหม่ดังกล่าว มีค่าเงินที่ปรับอ่อนค่าลงและก็ส่งผลกระทบมาสู่ตลาดหุ้นดาวโจนส์และตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นดังกล่าวปรับตัวลดลง โดยสภาวะที่เม็ดเงินส่วนหนึ่งโยกเข้าสู่ตลาดทองคำ จึงทำให้เกิดแรงผันผวนทั้งการซื้อและการขายในตลาดทองคำในช่วงตลาด Comex ค่อนข้างมาก ทำให้ปัจจัยทางพื้นฐานต่อราคาทองคำในภาพรวมยังดูไม่สดใสนัก เนื่องจากยังคาดการณ์ว่าจะมีการลด QE ลงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในขณะที่ตลาดรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ที่คาดว่าจะประกาศในวันศุกร์นี้ ดูจะมีตัวเลขที่ดีขึ้น อันจะสรุปได้ว่า ราคาทองคำยังคงมีความผันผวนในกรอบการเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางต่อไป ซึ่งได้แสดงถึงตัวเลขเศรษฐกิจ ตามตารางด้านล่าง
จากการที่เฟดยังคงตัดสินใจลด QE ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ณ ขณะนี้ก็เหลือการใช้ QE ต่อเดือนที่อัตรา 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ผลของการลด QE ยังส่งผลต่อเนื่องไปสู่ตลาดในประเทศเกิดใหม่ อย่างเช่น บราซิล ตุรกี ซึ่งเริ่มมีความกังวลว่า ถ้ามีการชักเม็ดเงินออกในการลด QE อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ จะทำให้ค่าเงินของประเทศเกิดใหม่ดังกล่าว มีค่าเงินที่ปรับอ่อนค่าลงและก็ส่งผลกระทบมาสู่ตลาดหุ้นดาวโจนส์และตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นดังกล่าวปรับตัวลดลง โดยสภาวะที่เม็ดเงินส่วนหนึ่งโยกเข้าสู่ตลาดทองคำ จึงทำให้เกิดแรงผันผวนทั้งการซื้อและการขายในตลาดทองคำในช่วงตลาด Comex ค่อนข้างมาก ทำให้ปัจจัยทางพื้นฐานต่อราคาทองคำในภาพรวมยังดูไม่สดใสนัก เนื่องจากยังคาดการณ์ว่าจะมีการลด QE ลงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในขณะที่ตลาดรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ที่คาดว่าจะประกาศในวันศุกร์นี้ ดูจะมีตัวเลขที่ดีขึ้น อันจะสรุปได้ว่า ราคาทองคำยังคงมีความผันผวนในกรอบการเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางต่อไป ซึ่งได้แสดงถึงตัวเลขเศรษฐกิจ ตามตารางด้านล่าง
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำมีการแกว่งตัวอย่างมากในกรอบ 1,240-1,270 เหรียญสหรัฐ โดยในระยะสั้นและระยะกลางยังเป็นลักษณะไร้ทิศทาง (Sideways) ในขณะที่บริเวณแนวรับสำคัญ 1,238 เหรียญสหรัฐ ถ้าราคาหลุดลงมามีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลดลงในระยะสั้นต่อเนื่องไปหา 1,220 เหรียญสหรัฐได้อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่แนวต้านด้านบนดูจะถูกดันบริเวณ 1,265-1,275 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นแนวต้านที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญในช่วงนี้ น่าจะเป็นการทำกำไรในระยะสั้น บริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสภาพตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนและมีความผันผวนค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงแนะนำให้เข้าออกเร็วและไม่ใช้ Leverage สูงนักในการลงทุน เป็นลักษณะการทำกำไรในระยะสั้น โดยใช้กลยุทธ์ขายก่อนซื้อทีหลัง ในทิศทางแบบ Sideway Down โดยมีกรอบแนวต้านบริเวณ 1,265 เหรียญสหรัฐขึ้นไป







