posttoday
ปูนซีเมนต์ไทยมีหวังปิโตรเคมีฟื้นตัว

ปูนซีเมนต์ไทยมีหวังปิโตรเคมีฟื้นตัว

03 กุมภาพันธ์ 2557

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ภายใต้การบริหารของ “กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2556 โดดเด่นที่ 8,207 ล้านบาท ดีกว่าที่ตลาดคาด แม้ว่าในไตรมาสนี้โรงงานปิโตรเคมีจะมีการปิดซ่อมบำรุงถึง 45 วัน เนื่องจากมีกำไรพิเศษประมาณ 600 ล้านบาท จากการขายเงินลงทุนในบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ส่งผลให้มีกำไรสุทธิทั้งปี เท่ากับ 3.67 หมื่นล้านบาท เติบโตสูงถึง 56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 9 ปี เนื่องมาจากการเติบโตของธุรกิจปิโตรเคมี ซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ภายใต้การบริหารของ “กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2556 โดดเด่นที่ 8,207 ล้านบาท ดีกว่าที่ตลาดคาด แม้ว่าในไตรมาสนี้โรงงานปิโตรเคมีจะมีการปิดซ่อมบำรุงถึง 45 วัน เนื่องจากมีกำไรพิเศษประมาณ 600 ล้านบาท จากการขายเงินลงทุนในบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ส่งผลให้มีกำไรสุทธิทั้งปี เท่ากับ 3.67 หมื่นล้านบาท เติบโตสูงถึง 56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 9 ปี เนื่องมาจากการเติบโตของธุรกิจปิโตรเคมี ซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง

แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีจะฟื้นตัวต่อเนื่องหรือไม่ จะผลักดันให้ผลการดำเนินงานปี 2557 ดีขึ้นไหม ภายใต้การบริโภคในประเทศที่ตกต่ำในช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้แนวโน้มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอาจไม่มีแรงส่งกำไร

“กานต์” ตั้งเป้ายอดขายปี 2557 จะเติบโตประมาณ 10% จากปี 2556 ที่ 4.34 แสนล้านบาท นับว่าเป็นเป้าหมายมากกว่าปี 2556 ที่ยอดขายเติบโตเพียง 6.5% นอกจากนั้นยังคาดว่ายอดขายจะทะลุ 5 แสนล้านบาทในปี 2558 ตามการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก

SCC ให้ข้อมูลว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังไม่กระทบต่อปริมาณขายซีเมนต์ โดยยอดขายยังเติบโต 1-2% เพราะโครงการก่อสร้างที่เริ่มไปก่อนหน้านี้ยังเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองระมัดระวังในระยะยาวเพราะไม่มั่นใจสถานการณ์การเมือง

“หากการเมืองยังไม่สามารถหาทางออกได้เชื่อว่าจะกระทบต่อยอดขาย ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทบริษัทจึงต้องคงปริมาณการส่งออกไว้ที่ปีละ 4 ล้านตัน จากเดิมจะลดการส่งออกนี้เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณการใช้ปูนในโครงการลงทุนในประเทศ” กานต์ กล่าว

ดังนั้น การเติบโตของยอดขายที่จะทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นมากเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับว่ายอดขายซีเมนต์ในประเทศจะถูกฉุดหรือไม่ลงไปเท่าใด และการเติบโตของยอดขายปิโตรเคมีที่เป็นขาขึ้นนั้นจะชดเชยได้หรือไม่

สำหรับปี 2557 SCC มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มอีก 4-5 หมื่นล้านบาท ภายใต้แผนลงทุนระหว่างปี 2557-2561 รวม 2-2.5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงปี 2556 โดยจะเน้นลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตสูง

นอกจากนั้นยังมีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (HVA) ปี 2557 ประมาณ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2556 ซึ่งในปี 2556 สินค้าประเภท HVA มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 35% แผนการลงทุนที่ขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นจะสนับสนุนการเติบโตของ SCC ในระยะยาว

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) เชื่อว่าธุรกิจเคมีภัณฑ์ได้ผ่านช่วงตกต่ำไปแล้วอย่างชัดเจน และจะเข้าสู่วงจรขาขึ้นไปอีกอย่างน้อยสามปี ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึงกว่า 4-5% ต่อปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้การผลิตใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2-3% ต่อปี โดยอาจจะล่าช้าออกไปสัก 1-2 ปี จากปี 2557-2559

ด้วยแนวโน้มที่สดใสของธุรกิจเคมีภัณฑ์ การที่ยอดขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นเกิน 50% ของยอดขายรวมของ SCC ก็น่าจะช่วยชดเชยความต้องการในประเทศที่ชะลอตัวของทั้งธุรกิจปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและกระดาษได้

อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ส่วนใหญ่รวมถึง บล.เคจีไอ ยังประเมินว่ากำไรปี 2557 SCC จะชะลอจากปี 2556 ที่ทำสถิติสูงสุดไปแล้ว

บล.เคจีไอ ประมาณการกำไรปีนี้จากปัจจุบันที่ 3.77 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.7% จากปี 2556 จากส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ที่แข็งแกร่งและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงถึง 90% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ ซึ่งจะสามารถช่วยชดเชยการชะลอตัวของการเติบโตในธุรกิจวัสดุก่อสร้างและกระดาษ พร้อมทั้งช่วยผลักดันให้อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA margin) ขยับสูงขึ้นเป็น 14.5% จาก 13.8% ในปี 2556 และอาจจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าปรากฏว่าส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ ในปัจจุบันส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 634 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ประมาณการอยู่ที่ 610 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น

ดังนั้น ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 2557 เท่ากับ 580 บาทต่อหุ้น และเลือก SCC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สดใสและโอกาสที่อาจจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นอีก

ในขณะที่นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี คาดว่า กำไรสุทธิ SCC ปี 2557 จะเท่ากับ 3.96 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีธุรกิจปิโตรเคมีเป็นปัจจัยสร้างการเติบโต โดยมองอย่างระมัดระวังต่อธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างภายหลังงานก่อสร้างพื้นฐานในประเทศขนาดใหญ่ชะลอตัวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้สูงถึงเกือบ 50% ของรายได้รวม โดยส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยทั้งปี 2556 โดยที่เอชดีพีอีนาฟทา และโพรไพลีนนาฟทา เพิ่มขึ้น 13% จากต้นปีมาที่ 639 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 5% มาอยู่ที่ 629 เหรียญสหรัฐต่อตัน

นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่ากำไร SCC ปี 2557 จะเท่ากับ 38,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากปี 2556 โดยมีธุรกิจปิโตรเคมีช่วยผลักดัน โดยวงจรปิโตรเคมีได้เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง จากกำลังการผลิตใหม่ของโลกในปี 2557 จะเพิ่มขึ้นเพียง 3% ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์พีอีนาฟทา ปี 2557 คาดจะอยู่ที่ประมาณ 575-600 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับค่าเฉลี่ยในปี 2556 เท่ากับ 569 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรธุรกิจปิโตรเคมีในปี 2557 จะเพิ่มขึ้นเป็น 15,427 ล้านบาท (+37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ขึ้นมาเท่ากับกำไรธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ที่เราคาดความต้องการปูนซีเมนต์จะเติบโตเล็กน้อยประมาณ 3% ถูกกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง รวมแล้วคาดกำไรในปี 2557 เท่ากับ 38,514 ล้านบาท จะยังเติบโตเท่ากับ 5%

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) รายงานว่า SCC จะจ่ายปันผลครึ่งปีหลัง 7 บาท ดังนั้นจึงคงแนะนำซื้อ เป้าหมายราคา 500 บาท

ทั้งนี้ SCC ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้าย 7 บาทต่อหุ้น รวมกับระหว่างกาลแล้วจ่ายปันผลเท่ากับ 15.5 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.7% ตั้งเป้าลงทุนปีนี้ 4-5 หมื่นล้านบาท ภายใต้แผน 5 ปี 2.5 แสนล้านบาทใกล้เคียงปี 2556 โดยเน้นในอาเซียนที่จะสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท